วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

[มีคลิป] พรมแดนเรายังรักกัน สานสัมพันธ์ด้วยดี | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]

ความสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่มีพื้นที่ติดกับประเทศไทยเราเอง เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่ควรใส่ใจในทุกมิติ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหากพูดถึงคำว่าประเทศเพื่อนบ้านขึ้นมาแล้ว คำว่า “พรมแดน” จึงเป็นความหมายที่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

พรมแดน ตามความหมายจาก พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า [พฺรม] เป็นคำนาม คือ ขีดขั้นเขตแดน แดนต่อแดน คำนี้เป็นคำเขมร (ข. พฺรํแฎน)
ฉะนั้นแล้ว คำนี้ ทั้งไทยและชาวกัมพูชาเอง ใช้เป็นคำเดียวกัน โดยรู้ว่า นี่คือรอยต่อของกันและกันนั่นเอง ที่เอ่ยมาข้างต้น ชวนคิดต่อว่า แค่คำเรายังใช้คำเดียวกัน นั่นแสดงว่าอาจจะยังมีอีกมากมายที่เราใช้ด้วยกัน ปฏิบัติเหมือนกัน อาทิ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาหารการกิน วิถี ชาติพันธุ์ การสื่อสาร รวมไปถึงเครือญาติที่เหมือน ๆ กันหรือใกล้เคียงกันนั่นเอง
ด้วยเพราะพรมแดนมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงระหว่างประเทศยิ่งต้องระมัดระวัง หากมีการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้วทำให้อีกฝั่งประเทศไม่สบายใจ หรือผิดกับหลักวิถี ประเพณี หรือผิดระเบียบซึ่งกันและกันที่ส่งผลกระทบต่อกันแล้ว ยิ่งก่อให้เกิดความบาดหวางระหว่างกันได้ แม้จะอยู่ใกล้กัน เพียงสื่อสารกันรู้เรื่องแต่คนละประเทศที่กั้นด้วยพรมแดนคน ยิ่งต้องระวัง
ทว่า หน่วยประสานงานเพื่อความมั่นคง กลับมีหน้าที่หนึ่งที่เป็นหน้าที่หลักเพื่อสานสัมพันธ์อันดีระหว่างกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ที่ปฏิบัติหน้าที่บนเทือกเขาพนมดงรัก (พนมดอกแรก) อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ
วันนี้ (๗ ก.พ. ๖๓) ออกปฏิบัติหน้าที่ โดยมีภารกิจสอนหนังสือและมอบขนมและเครื่องใช้สอยสำหรับนักเรียนบางส่วน ณ โรงเรียนสระชุก ต.ตระเปียงไปร อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ในแนวตะเข็บชายแดนกัมพูชา – ไทย ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เดินทางด้วยรถยนต์เพียง ๕ นาทีโดยประมาณ
โรงเรียนในประเทศกัมพูชา ทำการเรียนการสอนในแต่ละวันมีสองช่วงเวลา คือช่วงเช้าและช่วงบ่าย โดยจะเรียนแค่ชั้นละช่วงเท่านั้น หากชั้นไหนมีการกำหนดเรียนในช่วงเช้า ก็เรียนช่วงเช้าถึงเที่ยงแล้วเลิกกลับบ้านได้ ส่วนชั้นไหนที่เรียนช่วงบ่ายก็มาเรียนบ่ายถึงเย็น โดยวันนี้ เราได้ติดตามหน่วยเจ้าหน้าที่ฯ มาร่วมสนุกกับนักเรียนในช่วงเช้าโดยมีการทำกิจกรรมสอนภาษาไทยให้กับนักเรียนในชั้น ป.๕ (ทะนะตี ปรัม มวย)
“เราได้ทำกิจกรรมสอนภาษาไทยให้กับนักเรียนโดยให้น้อง ๆ ได้รับความรู้ในด้านการอ่านการเขียนขั้นพื้นฐานจะได้สื่อสารกับคนไทยได้ โดยหน่วยเราได้จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่เราจัดกิจกรรมนี้ และได้นำขนมและอุปกรณ์การเรียนและเครื่องใช้สอยมามอบให้ด้วย” ภัทรวุฒิ  โสภานนท์ เจ้าหน้าที่หน่วยประสานงานเพื่อความมั่นคงประจำอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟัง
โดยในกิจกรรม มีเจ้าหน้าที่ได้มอบความรู้ และพาน้อง ๆ นักเรียนทำกิจกรรมเรียนรู้และวาดภาพระบายสีอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง สร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นและมิตรภาพระหว่างกันได้เป็นอย่างดี
และด้วยระยะเวลาจำกัด ที่นักเรียนต้องเลิกเรียนทำให้ความสนุกสนานสิ้นสุดลง
“ทางโรงเรียนเรามีนักเรียนจำนวนมาก มีครูผู้ชาย ๑๐ คน ครูผู้หญิง ๑๐ คน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ทางไทยเห็นความสำคัญและเอากิจกรรมมาให้ชาวกัมพูชาได้เรียนรู้และสนุกสนานกัน ทางโรงเรียนเราอยู่ติดชายแดนแบบนี้ก็ได้มีกิจกรรมแบบนี้ตลอดซึ่งอบอุ่นมาก สิ่งที่โรงเรียนเรายังขาดอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องบริบทพื้นที่คงยังต้องปรับแต่งอีกมากเลย อยากให้มีกิจกรรมแบบนี้บ่อย ๆ เด็ก ๆ ได้สนุกและผ่อนคลายได้มากด้วย” คอย เวือน ผู้อำนวยการโรงเรียนสระชุ กล่าว

แม้ว่าในแต่ละห้องจะมีจำนวนนักเรียนมาก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการสอนของที่นี่ ชุดฟอร์มของครูเองก็ไม่ได้ถูกจัดระเบียบว่าต้องมีชุดนั้นชุดนี้ แต่ดูแล้วสะอาดตาเป็นใช้ได้ ส่วนนักเรียนเองเสื้อสีขาว กางเกงและกระโปรงสีน้ำเงินอมดำขายาว เป็นเช่นนี้ทุกวัน
ก่อนจะเลิกกิจกรรม ทางหน่วยประสานงานเพื่อความมั่นคงประจำอำเภอภูสิงห์ ให้กล่าวกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่าจะมีกิจกรรมเล่นกีฬากับคณะครูด้วย ซึ่งก็ได้รับการตอนรับและรอกิจกรรมดี ๆ ในครั้งต่อไป  และในขณะที่เลิกเรียนเราได้เห็นน้อง ๆ นักเรียนที่ได้รับมอบหมายเป็นชุดดูแลความปลอดภัยในการข้ามถนนของนักเรียน สวมเป็นชุดลำลอง เสื้อจราจรสะท้อนเสียงและมีแผงกั้นมาคอยอำนวยความสะดวกด้วย เป็นภาพที่สัมผัสได้ถึงการจัดการของโรงเรียนชายแดนในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินเบื้องต้นด้วย

นี่คงเป็นอีกกิจกรรมน้อย ๆ ที่สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว มิตรภาพของทั้งสองฝั่งยังเกื้อกูลกันและกัน สร้างสิ่งดีงามให้เกิดระหว่างกัน ซึ่งแม้ระยะเวลาจะไม่มากนัก แต่ก็ได้เห็นแววตาน้อย ๆ ใสซื่อของเด็กนักเรียนชาวกัมพูชาที่ตั้งใจและใส่ใจในการเรียนการสอนครั้งนี้
.
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
.

.

























วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"ผักไหม" พลังท้องถิ่นผนึกท้องที่ จัดการเป็นชุมชนน่าอยู่ | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]


"... ชวนผู้นำและชาวบ้าน ผ่านสภาผู้นำชุมชนทำตามความต้องการของชาวบ้านเอง ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง..."
.
แต่ละหมู่บ้านก็สามารถเป็นแหล่งรู้ดูงานของผู้สนใจ
แต่ละถิ่น แต่ละพื้นที่ ล้วนมีเรื่องราว มีสิ่งดีงาม มีวิถีวัฒนธรรม มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป อยู่ที่ชุมชนนั้น ๆ มีการจัดการกับเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไร
      บางพื้นที่มีการบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนตัวเองจนน่าอยู่ มีกิจกรรมที่ถูกออกแบบโดยคนในชุมชนเองก็มีให้เห็นไม่น้อย ซึ่งที่ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนได้ทั้งตำบล โดยมีท้องถิ่นอย่าง องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นหน่วยงานหลักที่มาชวนท้องที่ทั้ง ๑๗ หมู่บ้านขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งมีชื่อว่า “หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม”
     
วิถีวัฒนธรรมแซนโฎนตาเดือนสามของบ้านไทยเชื้อสายเขมรบ้านผักไหมใหญ่
ตำบลผักไหม อยู่ห่างจากตัวอำเภอห้วยทับทันไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดศรีสะเกษไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๔๐ กิโลเมตรซึ่งมีพื้นที่ติดกับอำเภอสำโรงทาบจังหวัดสุรินทร์นั่นเอง และที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีวิถีวัฒนธรรมที่อิงความเป็นพื้นถิ่น ฮิต ๑๒ คอง ๑๔ และความดั้งเดิมแห่งประเพณีที่ปฏิบัติมาช้านาน
      “ตำบลของเรา มีพี่น้องพูดภาษาถิ่นกันหลายภาษา คือ เขมร กูย ลาว และมีภาษาไทยกลางเป็นภาษาราชการ แม้จะคุยกันหลากหลายภาษาแต่เราไม่เคยแตกแยกกัน มีการทำงานร่วมกันโดยเป็นการผนวกท้องถิ่นและท้องที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งเราโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ สสส. สำนัก 6 ที่ทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพมาตั้งแต่ ปี 2553 เป็นต้นมา จนในปัจจุบันนี้ เราได้มีการขยับขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้ง 17 หมู่บ้านเลย โดยมีน้อง ๆ ที่เป็นพนักงานและเจ้าหน้าที่ของ อบต.เรา คอยเป็นพี่เลี้ยง คอยประสานและลงพื้นที่ให้ข้อมูลชวนผู้นำและชาวบ้าน ผ่านสภาผู้นำชุมชนทำตามความต้องการของชาวบ้านเอง ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง” จันทรา หาญสุทธิชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม หญิงแกร่งหัวเรือของหน่วยงานท้องถิ่นที่ทำงานควบกับหน้าที่ “หัวหน้าหน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” ด้วย เล่าให้ฟังถึงบริบทและการจัดการชุมชนให้น่าอยู่
      พี่เลี้ยงที่เอ่ยถึงคือผู้ประสานงาน คอยกระตุ้นชุมชนที่ตัวเองดูแลและกำกับติดตามงานด้วย ซึ่งพี่เลี้ยงแต่ละคน เลือกที่จะไปประจำการทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้กับชุมชนตัวเอง
ครัวเรือนมีการจัดการสวนครัวทีก่ินได้
“ได้รับผิดชอบดูแลหมู่บ้านหนองลุงที่ขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งหน้าที่หลักคือการหนุนเสริมชุมชน โดยในช่วงแรก ๆ คือการพัฒนาศักยภาพในเรื่องความรู้ต่าง ๆ ให้กับชุมชน โดยมีสภาผู้นำชุมชนคอยขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ถือว่าเป็นการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการขับเคลื่อนร่วมกันกับชุมชนแบบนี้ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มันสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสังคมและมิติด้านอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น” นุสรา มังษะชาติ หญิงสาวตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการของ อบต. และบทบาทพี่เลี้ยงวิชาการของชุมชน หนึ่งใน 20 คนที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงคอยหนุนเสริมชุมชนของพื้นที่ตำบลผักไหม
กิจกรรมที่ตำบลผักไหมได้ขับเคลื่อน แม้ว่าโดยหลักจะเป็นงานด้านสุขภาพ อาทิ การลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การลดละเลิกแอลกอฮอล์ การปลูกและกินผัก รวมไปถึงงานจัดการด้านสุขภาพของผู้คนในชุมชน ซึ่งดูจะเป็นเรื่องราวพื้นฐานที่ชุมชนอื่น ๆ อาจจะคิดว่าไกลตัว แต่ที่นี่ขับเคลื่อนงานเหล่านี้และสามารถสร้างสภาผู้นำชุมชนให้เข้มแข็ง และต่อยอดไปสู่การคิดกิจกรรม แผนเพื่อพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ได้ด้วยการพูดคุยกันทุกเดือน ที่เรียกว่า “ประชุมสภาผู้นำชุมชน” ในแต่ละเดือนด้วย
ความเป็นระเบียบเกิดจากการเห็นความสำคัญของชุมชน
สิ่งที่ปรากฏชัดและเห็นได้ด้วยตาเมื่อมาสัมผัสคือ ทุกหมู่บ้านในตำบลผักไหมแห่งนี้ จะมีแผนผังผู้นำชุมชน สภาผู้นำชุมชน ป้ายกฎ กติกา ระเบียบข้อบังคับ และข้อตกลง ที่ติดให้เห็นเด่นชัดกลางศาลาประชาคมของแต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงด้านการซื้อ/จำหน่ายแอลกอฮอล์ หรือมาตรการที่ชุมชนร่วมกันออกแบบเพื่อป้องกันผู้ใช้สารเสพติดต่าง ๆ และป้ายมาตรการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงป้ายกิจกรรม รณรงค์ตามวาระและโอกาสที่ชุมชนมีด้วย และในปัจจุบันนี้แต่ละหมู่บ้านก็สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของกลุ่มต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
และด้วยที่ตำบลผักไหม มีการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพทุกหมู่บ้าน ทำให้ชุมชนเกิดการตื่นตัวและพัฒนาหมู่บ้านของแต่ละคนให้น่าอยู่ สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่หน้าบ้านหรือหลังบ้านมักจะมีการปลูกพืชผักสวนครัวกับแทบทุกครัวเรือน อาทิ ผักบุ้ง ผักกาด ผักชี พริก ตะไคร้ โหระพา ถั่วฝักยาว และอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิด ซึ่งก็เป็นการจัดการชุมชนให้เห็นถึงการรักษารากเหง้าวิถี และอยู่กับตัวตนความเป็นจริงของตัวเองด้วย โดยไม่ต้องมีการจับจ่ายซื้อของเพื่อประกอบอาหารให้สิ้นเปลืองนัก
แม้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูแล้ง สภาพทุ่งนาของหลาย ๆ หมู่บ้านกลับปรากฏให้เห็นพืชในแปลงนาที่กำลังออกดอกงดงาม แทนที่ข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไป ซึ่งมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชหลังนา คือ กระเจี๊ยบ และปอเทือง เป็นต้น ซึ่งการปลูกพืชเหล่านี้ไม่เพียงแต่บำรุงสภาพดินแล้วยังเป็นการสร้างรายได้ด้วยการเก็บกระเจี๊ยบขาย หรือนำเมล็ดกระเจี๊ยบออกจำหน่ายได้ด้วย
กระเจี๊ยบคือพืชบำรุงดินและสร้างรายได้ให้ชุมชน
นี่คงเป็นความเข้มแข็งของชุมชนที่มีการวางแผนและมีกระบวนการทำงานที่เป็นขั้นตอนตั้งแต่วิธีคิดและการดำเนินการ ด้วยผลประโยชน์ของผู้คนในชุมชนด้วย
“หลายปีที่ผ่านมา สังเกตเห็นได้ถึงการพัฒนาทั้งวิธีคิดและการดำเนินการของหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เขามีสภาผู้นำชุมชนร่วมกันวางแผนและออกแบบกัน หน่วยงาน อบต.เองก็ทำได้แค่หยิบเอาแผนงานที่ชุมชนทำข้อมูลหลักเอาไว้แล้วมาเข้าแผนงานของ อบต. ซึ่งถ้า อบต.ลองทำเป็นไม่ใส่ใจสิ่งที่ชุมชนคิดเอาไว้สิ เป็นเรื่องแน่ เพราะอย่างน้อยที่สุด สภาผู้นำชุมชนของแต่ละหมู่บ้านนั้น ๆ ไม่ยอมแน่นอน” บทสรุปที่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม ได้กล่าวชื่นชมถึงความเข้มแข็งของชุมชน
ซึ่งก็ตรงกันกับที่คุณ ตรีทิพย์นิภา บัวบาน นักวิเคราะห์และบริหารโครงการ สำนักสร้างสรรค์โอกาส สสส. ได้ให้ความเห็นกับหน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหมแห่งนี้ว่า “วิธีการทำงานของนายก เป็นกุศโลบายที่ค่อนข้างแยบยลมากเลย ใช้เจ้าหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นายกพัฒนาคนได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ธุรการ ครูศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์รวมไปถึงเจ้าหน้าในสำนักงาน เพราะเขาเหล่านี้คือกำลังสำคัญของ อบต.ในการทำงานของพื้นที่ตัวเองต่อไป ซึ่งเห็นความพิเศษของพื้นที่แห่งนี้ คือ เนื่องการการทำงานของภาครัฐนั้นเขาต้องทำงานตามโครงการ แต่สำหรับที่นี่ เขาทำงานจากข้อมูลร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี นี่ล่ะ คือกุศโลบายที่ท่านนายกมี วิสัยทัศน์ที่ท่านนายกมีไม่เหมือนใคร”
นายกอบต.ผักไหม หัวเรือหลักขับเคลื่อนชุมชน
นี่คงเป็นพื้นที่หนึ่งในบรรดาอีกหลายพื้นที่ ที่ท้องที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นและมีสภาฯมาขับเคลื่อนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าชุมชนก็คือ สภาผู้นำชุมชน สามารถคิดและวางแผนว่าตัวเองต้องการอะไร จะทำอะไร แบบไหน แล้วเสนอสิ่งเหล่านั้นสู่ท้องถิ่นหรือทำงานเสนอผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยมีท้องถิ่นหนุนเสริมและเดินไปด้วยกัน และสามารถจัดการชุมชนทั้งตำบลให้น่าอยู่ได้ด้วยกุศโลบายที่ชวนสภาผู้นำแต่ละชุมชนคิดและวางแผนร่วมกัน ด้วยหน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนที่ชื่อ “หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” แห่งนี้
.
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ก้าวต่อไป ตาตาน่าอยู่ ปี3| HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]



1 กุมภาพันธ์ 2563 ตัวแทน สภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ที่นำโดย รองประธานสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตาและคณะ ร่วมประชุมเพื่อเตรียมรายงานความก้าวหน้าของโครงการชุมชนน่าอยู่ ปี 3 ซึ่งในปีนี้ ชุมชนบ้านตาตาได้ขับเคลื่อนในประเด็น การปลูกและกินผักเพื่อสุขภาพดีของผู้คนในชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการขับเคลื่อนชุมชนให้น่าอยู่จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขสุขภาพ (สสส.) จำนวน 200,000 บาท (สองแสนบาท)

      ครั้งนี้ ตัวแทนสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา ร่วมกิจกรรมร่วมกับโครงการชุมชนน่าอยู่อีกหลายชุมชน ณ ศาลากลางหมู่บ้านโพธิ์สามัคคี ต.พิมายเหนือ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ
      ขอบคุณตัวแทนสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา ที่สละเวลามานำเสนอและทำสิ่งดี ๆ เพื่อบ้านของเราในครั้งนี้ ได้แก่
นายสมฉลอง โพธิสาร รองประธานสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา
นายธีรพล แก้วลอย   สมาชิกสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา
นางมนต์ จิตรโสม    สมาชิกสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา
นางพนิดา ศรีภักดิ์ สมาชิกสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา
นางสาวนัดดา ขุนเศรษฐี สมาชิกสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา



เรื่อง / ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
ภาพ / ธีรพล แก้วลอย
#สุขนี้ที่บ้านเรา
#ฮักเฮา
#HUGHOUSE



วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563

[มีคลิป] ศรีสะเกษ’ แซนโฎนตา เดือนสามฤกษ์ดีเปิดยุ้งฉาง ประเพณีวิถีเขมร ที่ห้วยทับทัน บ้านผักไหมใหญ่





“แซนเลา คือเราเตรียมกับข้าวคาวหวานมาจุดเรียกบอกกล่าวให้พระแม่โพสพหรือพระแม่ธรณี ผีบรรพบุรุษให้รับรู้ นิยมทำพร้อมกับวันที่เซ่นปู่ตานี่ล่ะ.."


. 
เรื่อง-ภาพ โดย ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

แต่ละบ้าน แต่ละถิ่น แต่ละชุมชน มีสิ่งดีงามและปัญหาที่แตกต่างกันออกไป วิถี ประเพณี ภาษา ชาติพันธุ์ก็คือหนึ่งในสิ่งดีงามเหล่านั้น
ขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี ชาวอีสานมีความเชื่อดั้งเดิมว่าเป็นวันดี ที่เรียกว่า “บุญเบิกฟ้า” หรือเป็นวันที่ฟ้าไข หรือฟ้าเปิดประตูฝนนั่นเอง โดยเชื่อว่า ในเดือนสามนี้ ถือว่าเป็นเดือนที่ฟ้าร้องเป็นครั้งแรกของปี หากมีฟ้าร้องในเดือนสามนี้ แสดงว่าปีนั้น ๆ จะทำนาได้ผลผลิตดีมาก และมีการกำหนดทิศทางของฟ้าที่ร้องไปตามคำทำนายของผู้รู้ ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ และในวันดังกล่าวนี้เอง ชาวอีสานเชื่อว่ามีปรากฎการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น 3 อย่าง สมดังผญาอีสานที่ร้อยเรียงไว้ว่า “ออกใหม่ขึ้น สามค่ำเดือนสาม มื้อที่กบบ่มีปาก นากบ่มีฮูขี่ หมากขามป้อมแสนส่มกะเหล่าหวาน” ซึ่งแปลได้ใจความว่า “กบไม่มีปาก นากไม่มีรูทวาร และมะขามป้อมจะมีรสหวาน” ซึ่งนัยะนั้น คำว่า “กบบ่มีปาก” คือ กบจะมีแผ่นเยื่อขึ้นปิดรูปากกบ วันนั้นกบจะจำศีล ไม่สามารถจับสัตว์อื่นกินเป็นอาหารได้ และ “นากบ่มีฮูขี่” คือ จะมีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นปิดทวารหนักของตัวนาก และจะไม่สามาถขับถ่ายได้ในวันนั้น และสุดท้ายคือ “หมากขามป้อม แสนส่มกะเหล่าหวาน” ได้แก่ ปกติของรสมะขามป้อมจะต้องมีรสฝาดอมเปรี้ยว แต่ในวันดังกล่าวนี้จะมีรสหวานอย่างน่าอัศจรรย์

และที่ชุมชนบ้านผักไหมใหญ่ หมู่ที่ 4 ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ  เป็นชุมชนที่สื่อสารกันด้วยภาษาถิ่นเขมร ก็มีวิถีและประเพณีที่ดำเนินการในวันดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน โดยในเช้าของวันนี้ ที่ตรงกับวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563 ชาวบ้านทุกครัวเรือนต่างถือตะกร้ากับข้าว ที่มีอาหารคาวหวาน ผลไม้ น้ำดื่ม หมากพลู รวมไปถึงไข่ไก่ต้มสุกคนละฟอง และข้าวเปลือกคนละหยิบกำมือหนึ่งใส่ตะกร้ามา ด้วยและมีสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ก้านกล้วยที่ตัดมาเพียงแค่วาหนึ่งมีการปักเสียบด้วยธูปและเทียนอีกหนึ่งคู่ด้วย ต่างมุ่งหน้าสู่ศาลปู่ตาที่อยู่หนองน้ำทิศตะวันออกหมู่บ้าน
    
ศาลปู่ตา ถูกรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่หลายต้น และต้นไม้ใหญ่และศาลปู่ตาจึงถูกชาวบ้านจับจอองเป็นกลุ่ม เมื่อทุกคนมาถึงก็ต่างวางสัมภาระและนำอาหารคาวหวานต่าง ๆ มาวางเป็นสำรับของใครของเรา รวมถึงนำข้าวเปลือกที่เตรียมมาวางบนใบตองที่ฉีกมาเพื่อรองข้าวเปลือกโดยเฉพาะ แล้วจุดธูปที่ปักบนก้านใบตอง และเทียนอีกคู่หนึ่งที่ถูกจุดและปักไว้บนกับข้าวคาวหวานเหล่านั้น ต่างคนต่างอธิฐานเรียกบอกกล่าวไปยังชื่อปู่ตาและเอ่ยเป็นภาษาถิ่นเขมร ฟังดูในยามนี้แทบจำไม่ได้ศัพท์นัก เพราะเป็นเสียงกึ่งอธิฐานและอวยพรของแต่ละคน ก่อนที่แต่ละคนจะแกะไข่ไก่ต้มที่สุกแล้วมาวางไว้บนฝ่ามือของตัวเองแล้วดู นั่นคือสิ่งที่จะบ่งบอกว่าที่ผ่านมาข้าวปลานาทุ่งอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงไหน รวมไปถึงสภาพการณ์ฝนฟ้าต่อไปในหน้านี้เป็นอย่างไร และสุขภาพร่างกายของแต่ละครอบครัวจะสุข สบายหรือป่วยไข้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในไข่ที่อยู่บนฝ่ามือที่ถูกแกะเปลือกไข่ออกแล้วนั่นเอง

     ไม่นานนักผ่านไปสัก 20-25 นาทีน่าจะได้ ทุกคนต่างเดินทางกลับไปยังบ้านของตัวเอง ทิ้งไว้เพียงอาหารและเสียงไฟที่ปลายเทียนและธูปที่ยังทำหน้าที่ของมันอยู่
     ที่บ้านของคุณยายอินทร์ สมบัติวงค์ วัย 76 ปี ก็ทำเช่นนั้นเช่นกัน หลังจากกลับจากศาลปู่ตาแล้ว ก็มีการเตรียมสำรับอีกหนึ่งที่คล้าย ๆ กัน แต่มีเพิ่มมาคือ มีพานที่ใส่ผ้าไหมหลายผืนสวยงาม วางในสำรับนั้นด้วย

     “แซนเลา คือเราเตรียมากับข้าวคาวหวานมาจุดบอก เรานิยมทำพร้อมกับวันที่เซ่นปู่ตานี่ล่ะ เป็นประเพณีที่ทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว และมีผ้าไหมมาด้วยก็เป็นการขอขมาต่อพ่อแม่เราด้วย ซึ่งการทำแบบนี้เป็นการบอกกล่าวต่อพระแม่ธรณี พระแม่โพสพ และผีบรรพบุรุษเราด้วย ตั้งแต่เราเก็บเกี่ยวข้าวและนำขึ้นยุ้งฉางเก็บไว้ เราจะไม่สามารถนำข้าวเปลือกออกมาขายหรือสีข้าวเพื่อกินได้ ต้องทำพิธีบอกกล่าวเสียก่อนถึงจะนำออกมาได้ และก็ต้องรอให้ถึงวันนี้ก่อนด้วย” คุณยายอินทร์ เล่าให้ฟังหลังจากที่ทำพิธีกรรมภายในยุ้งฉางเสร็จ
   
  “แซนเลา” หรือภาษาเขมรบางพื้นที่จะเรียกว่า “แซนเติ่ก” ที่แปลว่า เซ่นบอกกล่าวที่เกี่ยวกับยุ้งฉางข้าวนั่นเอง และสำหรับภาษากวยทางโพธิ์กระสังข์ ก็เรียกว่า “เซนเลา” ซึ่งคำว่า “แซน” ในภาษาเขมร กับคำว่า “เซน” ในภาษากวย มีความหมายเดียวกัน ส่วนคำว่า “เลา” นั่นหมายถึง “เล้า” หรือยุ้งฉางข้าวนั่นเอง
นี่คงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีวิถีประเพณี สิ่งดีงาม และควรคู่กับการเรียนรู้และถ่ายทอดเก็บไว้ให้กับลูกหลานหรือผู้สนใจใคร่รู้ได้ไม่น้อยเลย
ซึ่งที่หมู่บ้านนี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องวิถีหรือประเพณีเท่านั้น ยังมีการขับเคลื่อนชุมชนด้วย สภาผู้นำชุมชนหมู่บ้าน ที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานสภาผู้นำชุมชน และมีตัวแทนจากชาวบ้าน จากกลุ่มต่าง ๆ มาร่วมออกแบบทำสิ่งดีงามให้กับบ้านเกิดตัวเอง ซึ่งหลายเรื่องราวถูกออกแบบผ่านสภาผู้นำชุมชน อาทิ การขับเคลื่อนงานด้านการลดละเลิกสารเคมีในนาข้าว การปลูกพืชผักอินทรีย์ไว้กินเอง รวมถึงมีการวางกฎกติกา ระเบียบข้อบังคับของชุมชนที่ชัดเจนที่สุด และที่แห่งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนงานตัวเองเพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้ที่มาดูงานไม่ขาดสาย
ที่หมู่บ้านผักไหมใหญ่ หมู่ 4 นี้เป็นเพียงหมู่บ้านหนึ่งใน 17 หมู่บ้านที่ขับเคลื่อนในรูปแบบเดียวกันนี้ทั้งตำบลผักไหมเลย และมีอะไรที่น่าค้นหาไม่น้อยเลย
.















#สุขนี้ที่บ้านเรา
#ฮักเฮาสุขนี้ที่บ้านเรา

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563

[มีคลิป] ไทย-กัมพูชา’ ด่านพรมแดนทำบุญรับปีใหม่ สู่สันติภาพตักบาตร 2 แผ่นดิน | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]


    คณะสงฆ์และทหารไทย-กัมพูชา หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนสองประเทศ ร่วมทำบุญตักบาตรรับปีใหม่สร้างสันติภาพร่วมกันที่ด่านพรมแดนช่องสะงำ-ช่องจวม



เรื่อง-ภาพ โดย ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

ความงดงามของบริบทพื้นที่ที่มีภูเขา แม่น้ำ ท้องนา เป็นมนต์เสน่หนึ่งของศรีสะเกษ และที่สำคัญมีประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาเรียนรู้มากมาย ยิ่งพื้นที่อำเภอภูสิงห์ที่มีชายแดนติดกับประเทศพื้นบ้านอย่างกัมพูชาด้วยแล้ว ย่อมมีเรื่องราวให้น่าสนใจตั้งแต่วิถี ผู้คน มิตรภาพ ภาษาและการเป็นอยู่ หลายอย่างหลายสิ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างตัดขาดไม่ได้ โดยเฉพาะความเป็นเชื้อชาติและผองเผ่าพันธุ์ของกันและกัน

พื้นที่พรมแดนด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทยและด่านถาวรช่องจวม อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา สองพื้นที่นี้จะว่าไปแล้วก็คือผืนดินที่ต่อเขตกันนั่นเอง หากไม่มีการขีดเส้นความเป็นเธอและฉันแล้ว มันก็คือถนนสายที่พาดผ่านไปมากันเฉกเช่นถนนทั่วไปนั่นเอง มันถูกเส้นแดนแห่งประเทศขีดเอาไว้แล้ว ทำให้การเดินทางไปมา ค้าขาย หรือพบปะกัน ลำบากขึ้นตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ แต่ทว่าผู้คนเอง บางครั้งก็คือพี่น้อง ญาติสายโลหิตกันก็มากโข

พื้นที่ดังกล่าว แม้จะถูกกีดกั้นด้วยพนังกั้นและเชือกขึง หรือโซ่และผู้คนคนละสีเสื้อ หรือภาษาที่สื่อสารกันก็ตาม แต่การข้ามไปมาจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อกำหนดการเข้าบ้านเธอบ้านฉัน แต่กระนั้นก็มีการไปมาหาสู่กันได้ตลอดไม่ขาด


“เริ่มแรกก็เป็นการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น  วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา ซึ่งบางปีมีการจัดกิจกรรมร่วมกันที่ฝั่งไทยทางกัมพูชาก็ข้ามมา และบางปีเราก็จัดที่ทางฝั่งกัมพูชาชาวไทยเราเองก็ลงไปร่วมที่ฝั่งประเทศกัมพูชา ซึ่งก็ทำมาหลายปีติดต่อกันแบบนี้  จึงทำให้ความคุ้นเคยเป็นพี่เป็นน้องกัน ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้นเป็นลำดับ และจากที่เราได้ทำมานาน ความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่ทหารทั้งไทยและกัมพูชาเอง ซึ่งเป็นฝ่ายความมั่นคง เขาก็มีความคุ้นเคยและติดต่อประสานงานด้วยดีมาตลอดเช่นกัน” หลวงพ่อ พระครูโกศลสิกขกิจ ประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง และเจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ท่านเล่าให้ฟังถึงความเป็นมิตรภาพที่งดงามด้านศาสนาและวัฒนธรรมที่ผ่านมา
ซึ่งในปีนี้ ในวันที่ 9 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ก็มีกิจกรรมทำบุญตักบาตรร่วมกันทั้งสองประเทศเช่นเคย โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์จากทั้งไทยและกัมพูชาจำนวน 67 รูป และมีการประสานหน่วยงานความมั่นคงจากสองประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน รวมไปถึงคณะสงฆ์จากทั้งสองฝั่งประเทศร่วมกิจกรรมด้วยเช่นเคย โดยได้จัดในพื้นที่พรมแดน แบบเปิดประตูไม่มีสิ่งใดกั้นออก ให้ทุกคนได้ร่วมกิจกรรมร่วมกัน นับว่าเป็นสิ่งดีงามระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยมีมูลนิธิหลวงปู่สรวงเป็นแกนประสานหลัก และมีหน่วยงานความมั่นคงจากทั้งสองประเทศเป็นประธานทำกิจกรรมร่วมกัน

“ในปีนี้ก็มีรองแม่ทัพภูมิภาคที่ 4 จากประเทศกัมพูชา ได้เดินทางมาเป็นประธานทางฝั่งประเทศกัมพูชา แล้วก็มีผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีเป็นประธานฝ่ายประเทศไทย  กิจกรรมนี้ทำให้ทั้งสองประเทศมีความผูกพันกัน แล้วก็ไปมาหาสู่กัน ทำให้เป็นมิตรภาพที่ดี แล้วก็เกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาคนี้ด้วย” หลวงพ่อได้กล่าวเสริม
.
นอกจากผู้นำเหล่าทัพจากทั้งสองประเทศมาร่วมกิจกรรมแล้ว เจ้าบ้านอย่างจังหวัดเอง ก็ได้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานมาร่วม และทางจังหวัดอุดรมีชัยก็มี นายอำเภออัลลองเวง มาร่วมด้วยเช่นกัน
มิตรภาพที่ดีงาม ภราดรภาพพี่น้องสองฝั่งที่เป็นญาติสนิททั้งด้วยสายโลหิตหรือโดยอะไรก็ดี ได้เพิ่มสันติภาพที่งดงามให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้แล้ว ก้าวข้ามพรมแดนที่กั้นไว้ด้วยมิติทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วหลายปีติดต่อกัน
นี่ครับ ความสุขที่คนในพื้นที่อย่างเรา ๆ ท่าน ๆต้องการ ที่ไม่มีการกีดกัน ปิดกั้นด้วยสิ่งอื่นใด ภาษา เชื้อชาติ และความเป็นคนเราเท่ากัน
     ฮักเฮา สุขนี้ที่เราต้องการ สุขแบบบ้าน ๆที่ถูกเปิดให้เราได้รักกัน
สุขนี้ที่บ้านเรา

ภาพประกอบ
















#ฮักเฮา
#สุขนี้ที่บ้านเรา
#Hug-House
#HugHouse

ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...