วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

สวาย “เกษตรสูงวัย” ปลอดภัยอย่างมีเสน่ห์ : ที่นี่ศรีสะเกษ


มีไม่มากนักที่เราจะเห็นชุมชนที่ทำการเกษตรอย่างเป็นจริงเป็นจัง ตลอดทั้งปี ซึ่งที่ชุมชนบ้านสวาย หมู่ที่ 2 ต.ไพรบึง อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เป็นชุมชนที่อยู่ในเขตเทศบาลตำบลไพรบึง พูดจากันด้วยภาษาเขมรถิ่นไทย หนึ่งในสี่ของเผ่าของศรีสะเกษ ชุมชนที่นี่ทำเกษตรกันตลอดปีเลย

      ที่นี่ เดิมทีเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีการแยกบ้านสนวนออกจากสวายไป บ้านสวายจึงกลายเป็นชุมชน 135 ครัวเรือนที่อยู่จริง แต่ยังคงมีโรงเรียนและวัดที่ใช้ร่วมกัน ส่วนใหญ่ทำนาเป็นหลัก แต่ด้วยการทำนาในปัจจุบันใช้เครื่องจักรกันถ้วนหน้า การทำนาจึงกลายเป็นรูปแบบผู้จัดการนากันแทบทั้งสิ้น ทำให้ชาวบ้านเลือกทำอาชีพเสริมหรืออาชีพรองที่พอเลี้ยงชีพได้ ในระยะหลังมานี้ชาวบ้านมีการทำอาชีพ ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลกันเกือบ 100 % ครัวเรือนละ 1-3 คน โดยจะมีการไปขายในรูปแบบเดี่ยว ด้วยรถจักรยานยนต์ ขับไปตามบ้าน ตามชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่และต่างพื้นที่ เย็นก็กลับมาบ้านอย่างหนึ่ง บางเจ้าขึ้นรถประจำทางไปลงในเขตจังหวัดแล้วตระเวนเดินขาย เย็นมาก็กลับมาบ้าน อีกส่วนหนึ่งคือมีรวมกลุ่มกัน 7-10 คนแล้วว่าจ้างรถกันเองแล้วไปขายตามต่างจังหวัด ซึ่งไปกันหลายวัน หรือจนกว่าจะหมดแล้วจึงกลับมาบ้านตัวเอง ส่วนใหญ่แล้วคนค้าสลากกินแบ่งนี้จะอยู่ในช่วงวัยรุ่นและวัยทำงานเป็นหลัก

      สำหรับช่วงวัยสูงอายุนั้น กลับมีอาชีพพิเศษกว่าพื้นที่อื่น ๆ นั่นคือทุกเช้าและเย็น จะต้องออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่แปลงผักที่อยู่บนพื้นที่สาธารณะหน้าชุมชน ที่ชุมชนถือกติการ่วมกัน ซึ่งแปลงนี้อยู่บนริมสระหนองน้ำขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า หนองใหญ่ หรือ ผู้คนภายนอกจะเรียกว่า “บึงนกเป็ดน้ำไพรบึง” เพราะมีนกเป็ดน้ำอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี มีการขุดลอกคลองจากหนองใหญ่มาทำเป็นคันกั้นขนาดใหญ่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน กั้นเป็นสองฟาก โดยฟากที่เป็นหนองใหญ่นั้นยังคงเรียกชื่อเดิม และอีกฟากหนึ่งได้ใช้ชื่อว่า “หนองคะเตียน” และคันดินที่กั้นตรงกลางนั้นได้จัดสรรแบ่งเป็นล็อค ๆ ละขนาด 3x8 เมตร จำนวน 107 ล็อค ๆ ละครัวเรือน ให้ชาวบ้านมาใช้ประโยชน์โดยการให้ปลูกพืชผักชนิดต่าง ๆ โดยได้มีการดำเนินการปลูกผักมาตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีค่าบำรุงคนละ 10 บาทต่อการสูบน้ำแต่ละครั้งเป็นค่าบำรุงเครื่องสูบน้ำจากหนองน้ำมาเก็บไว้ในพื้นที่ข้าง ๆ แปลงนั้น
      พืชผักที่ปลูกได้ทุกฤดูกาลสำหรับที่นี่คือ พืชผักสมุนไพรคู่ครัวเรือน อาทิ พริก ข่า ตะไคร้ โหระพา และสำหรับหน้าร้อนเช่นนี้ ที่เห็นมีแทบทุกแปลงคล้าย ๆ กันคือ ผักบุ้ง คะน้า เป็นหลักที่ปลูกง่าย โตไว เก็บกินและจำหน่ายได้เร็ว เป็นที่ต้องการของตลาดด้วย

    
      ในทุก ๆ เช้ามืดและบ่ายแก่ ๆ ของวัน จะมีชาวบ้านที่เป็นเจ้าของแปลงผัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป มารดน้ำผักบ้าง มาถอนหญ้าบ้าง มาเก็บผักเพื่อไปจำหน่ายบ้าง หรือมาเตรียมแปลงเพื่อปลูกชนิดใหม่บ้าง

โดยในทุกเช้าจะมีการฝากผักไปกับคนที่นำผักไปเร่ขายโดยมัดผักนั้น ๆ เป็นกำ ๆ ใส่ตะกร้ารถจักรยาน ปั่นไปขายตามซอก ซอย ถนนต่าง ๆ ในเขตอำเภอไพรบึง จ.ศรีสะเกษ
      สำหรับบางเจ้าที่ติดต่อกับร้านขายอาหารตามสั่งหรือร้านเนื้อย่างต่าง ๆ ก็นำไปส่งประจำทุก ๆ วัน
      คุณยายเดือน เสนคราม วัย 63 ปี กำลังถอนหญ้าในแปลงผักเพื่อนำหญ้านั้นไปให้วัวที่บ้านและคุณตาเกรียว เสนคราม วัย 64 ปี ซึ่งเพิ่งกลับมาจากทำงานประจำร้านวัสดุก่อสร้างในเขตอำเภอ มาช่วยรดน้ำในแปลงผักประจำทุกวัน เป็นครอบครัวที่ดูอบอุ่น ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
คุณยายเดือน เล่าว่า “ทุกวันจะมารดน้ำ พรวนดิน ถอนหญ้าเช่นนี้ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น โดยมีคุณตาที่ไปรับจ้างร้านค้าขายวัสดุมาคอยช่วยรดน้ำด้วย และวันนี้ก็มาถอนหญ้าในแปลงผักเพื่อนำไปให้วัวที่เลี้ยงไว้ด้วย 3 ตัว ส่วนผักที่ปลูกก็มีหลายชนิด และที่เพิ่งหมดไปคือผักบุ้ง เพิ่งเก็บและนำไปขายหมดเมื่อวาน และรออีกรุ่นที่กำลังรดน้ำอยู่นี้ด้วย ผักที่เก็บไว้ก็นำใส่ตะกร้าไปเร่ขายในเขตอำเภอไพรบึง นำเร่ไปขายใส่ตะกร้าปั่นจักรยานไปช่วงเช้า ๆ ไม่นานก็หมดแล้ว ก็ทำแบบนี้ทุก ๆ วัน”
ในทุก ๆ เย็นริมหนองใหญ่ติดกับแปลงผักนี้ จะมีคนมาวิ่งออกกำลังกายด้วย พอวิ่งเสร็จบางคนก็จะแวะมาซื้อผักสด ๆ ที่แปลงผัก ที่ให้เลือกให้ชมที่แปลงได้เลย บางวันจะมีนักท่องเที่ยวมาซื้อผักที่นี่ด้วย
นี่คือบรรยากาศที่หาชมได้ยาก ในการทำเกษตรแบบบ้าน ๆ และสามารถนำพืชผักเหล่านั้นไปใช้ได้จริง กินก็ได้ ขายก็ดี ปลอดภัยทั้งผู้ให้และผู้รับ อีกทั้งเป็นการออกกำลังกายไปในตัวสำหรับผู้สูงอายุ รวมไปถึงสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับตัวเอง ครอบครัวและสังคมต่อไป
หากสนใจหรืออยากสนับสนุน เชิญแวะชม แวะสนับสนุน แวะพักผ่อนกันได้ครับ ถ้าไปแล้วรับรองได้กำไรชีวิตเป็นแน่แท้
ที่นี่คือบ้านที่เราอยากให้ทุกคนไปสัมผัส ที่นี่บ้านสวาย หมู่ที่ 2 ต.ไพรบึง อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ



เรื่อง/ ภาพ ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

แปลงผักสร้างวัฒนธรรมชีวิตให้มีชีวาที่ไพรบึง’ศรีสะเกษ | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]


กว่าสิบไร่ ของ “ขวยสระ” ที่ผ่ากั้นกลางบึงขนาดใหญ่ที่มีนามว่า “บึง(นก)เป็ดน้ำ” ออกเป็นสองฟาก และให้ชื่อใหม่สำหรับอีกฟากว่า “สระคะเคียนสวาย” และอีกฟากในชื่อเดิมว่า “บึงใหญ่” หรือ “บึงนกเป็ดน้ำ”

“ขวยสระ” หรือที่ภาษาไทยสยามเรียกว่า “ขอบสระ” ภาษาถิ่นเขมรแห่งนี้เรียกว่า “..........” (เรียกว่าอะไรหึ จำไม่ได้ซะงั้น) ที่มีพื้นที่กว่า 10 ไร่ ตั้งอยู่บนพื้นที่สาธารณะ ถูกจัดการแบ่งเป็นสองฟาก มีถนนขั้นกลาง และแปลงสภาพแต่ละข้างให้เป็นล็อค ๆ แต่ละล็อคกว้าง 3 เมตร ยาวกว่า 7 เมตร จำนวน 107 ล็อค นั่นหมายถึงว่ามีเจ้าของ 107 ครอบครัวที่มาจับจองทำที่แห่งนี้ มีเจ้าของแต่ละแปลงทำการเกษตรปลูกผักที่หลากหลายตามฤดูกาล และปลูกทั้งปี ยิ่งในฤดูกาลแห่งความอบอ้าวช่วงเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคมเช่นนี้ ผักที่ถูกนำมาเพาะปลูกและเหมาะก็คงเป็นผักบุ้ง 

แต่ด้วยสภาพสถานการณ์แห่งโควิดได้มาเยี่ยมเยือนกว่าไตรมาสเช่นนี้ ผักบุ้งบางเจ้าก็สูงงามเกินเก็บเกี่ยว แต่บางเจ้าก็ถูกเก็บเกี่ยวนำไปจำหน่ายจนหมดแปลงจนได้ลงใหม่รอบแล้วรอบเล่า

หญิง ชาย ทั้งเด็กและสูงวัย เราจะพบเห็นในช่วงเช้า ๆ และช่วงเย็น ๆ ของแต่ละวันในแปลงแห่งนี้ ที่ต่างมาทำหน้าที่ประจำการบนแปลงผักของตัวเองด้วยการนำภาชนะอย่างฝักบัว ลงไปตักน้ำที่อยู่ข้าง ๆ นั้น แล้วหิ้วมารดแปลงของตัวเองอย่างขมีขมัน และใส่ใจ บ้างก็ถอนหญ้า บ้างก็เก็บ บ้างก็กำลังพรวนดินเตรียมลงผักอีกรอบ

หน้าร้อนเช่นนี้ เวลาจวนจะดึงพระอาทิตย์ลงที่ปลายขอบฟ้าทอดแสงสีส้มสลับกับก้อนเมฆทิ้งแสงและเงาสวยงามที่บึงนกเป็ดน้ำ ที่มีผู้มาว่างออกกำลังกายตามริมขอบสระน้ำนั้น 
แปลงผักแห่งนี้สร้างวัฒนธรรมของความเป็นวิถีให้คงอยู่ ได้สูงวัยได้ออกกำลังกาย ได้กินของที่ปลูก และจะได้ปลูกของที่ตัวเองกิน รวมไปถึงได้แลกเปลี่ยนจับจ่ายเป็นเงินได้ด้วย สร้างความเป็นวิถี สร้างความสุข สร้างความงดงามให้เกิดกับบ้านของเรา

นี่คือ เรื่องราวจากบ้านของเรา จากมุมของเรา
สวาย หมู่ที่ 2 ต.ไพรบึง อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ

#ที่นี่บ้านเรา
#กอนกวย
.
เรื่อง / ภาพ ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
090563
.


































วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

“ปลาแดก” ภูมิปัญญาถนอมอาหารแบบอีสานสู่สากลที่ดงตาดทอง


จะมีสักกี่มากน้อยที่เราจะได้เห็นภูมิปัญญาอีสานกับการถนอมอาหารและนำมาส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายในยุคปัจจุบัน
ปลาแดก” คำฮิตหรูที่คนอีสานเข้าใจดีที่สุด หรือ ปลาร้า คือการนำปลาที่มีมาแปรรูป หมักและสามารถเก็บไว้กินได้นานเป็นแรมปีโดยไม่เสีย กลิ่นของปลาร้าก็ชวนให้หลงใหลได้น้อยเลย และหากจะมีการทำปลาร้ากันเพียงแค่ครอบครัวหรือเพียงไม่กี่คน ก็ไม่น่าแปลก แต่สำหรับที่บ้านดงตาดทอง ต.โพธิ์ศรี อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ กลับพบเจอว่ามีการทำปลาร้ากันทุกครัวเรือน โดยรูปแบบการทำคือการนำปลาจากสระน้ำตามหัวไร่ปลายนาของตัวเองเป็นวัตถุดิบหลัก และสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้คนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ปลาที่สูบจากสระน้ำคือวัตถุดิบของชุมชนนำไปทำปลาร้า


สุชาดา  ไกรวิเศษ / ประธานวิสาหกิจชุมชนสตรีแปรรูปปลาบ้านดงตาดทอง วัย 57 ปี กล่าวว่า “การทำปลาร้า ทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว โดยแต่ก่อนจะหมักใส่ไหเล็ก ๆ เพื่อกินและมีการนำหาบไปจำหน่ายตามหมู่บ้านใกล้เคียง ต่อมาเห็นว่าได้ปลามาเยอะและปลาร้าที่มีไม่เพียงพอกับการขาย เลยมีการหมักใส่โอ่งมังกร เพื่อให้เพียงพอกับลูกค้าที่ต้องการด้วย และจะขายได้ดีเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ และช่วงบุญข้าวสากด้วย”
ปลากระดี่ คือ ปลาหลักที่ชุมชนต้องการ

แต่ด้วยสถานการณ์เรื่องโควิด 19 ที่มีการแพร่ระบาดในปีนี้ ทำให้ชุมชนขาดรายได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือคนที่กลับบ้านเกิดและซื้อกลับไปเพื่อประกอบอาหารในต่างจังหวัด แต่กระนั้นก็ตามปลาร้าจากบ้านตาดทองก็ไม่เคยเสีย เพราะสามารถเก็บไว้ขายได้ตลอด
การรับจ้างทำความสะอาดปลาเพื่อหมักเป็นปลาร้าคือรายได้ของชุมชน

และด้วยสภาพบริบทดินฟ้าอากาศของปีที่ผ่านมา ฝนฟ้าไม่ได้ตกต้องตามฤดูกาลนัก ฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวก็ไม่ได้เท่าที่ควร น้ำที่ควรจะมีในสระน้ำก็ไม่มาก ทำให้ปลาที่พอจะเป็นวัตถุดิบของชุมชนนั้นก็หายากมากพอสมควร เพราะปลาที่ชุมชนแห่งนี้นำมาหมักเป็นปลาร้านั้น ส่วนใหญ่คือปลาจากสระน้ำที่สูบขึ้นมาแล้วนำปลาหมอ (อีสานเรียกว่า ปลาเข็ง) ปลากระดี่ (อีสานเรียก ปลากะเดิด) เป็นหลักนำมาแล้วขอดเกล็ด ตัดหัวและหางทิ้ง นำมาล้างทำความสะอาด ก่อนนำมาหมักด้วยเกลือแล้วแช่เก็บไว้ในโอ่ง ปิดผ้ามิดชิดป้องกันแมลงวันเข้าไปได้
โอ่งมังกรที่หมักปลาร้าของแต่ละครัวเรือน

สิงห์ ศรีลาชัย หญิงวัย 63 ปี ที่เคยมีอาชีพสูบสระน้ำเพื่อนำปลาขาย และส่วนหนึ่งก็นำมาหมักทำปลาร้าของตัวเองด้วย กล่าวว่า “เลิกทำอาชีพเหมาสูบสระน้ำมาได้ 2 ปีแล้ว เพราะสังเกตเห็นว่าที่ผ่านมานี้ ฝนไม่ดี ปลาก็คงมีน้อยไปด้วย การจะไปเหมาสูบสระน้ำนั้นก็ไม่คุ้มกับค่าแรงและวัตถุดิบที่เราจะได้นัก เลยมารับจ้างตัดหัวปลาให้กับคนในชุมชนเพื่อทำปลาร้าแทน มารับจ้างแบบนี้ ก็ได้ค่าแรงคิดเป็นเงินได้ กิโลกรัมละ 6 บาท ในแต่ละวันก็ได้ 500-600 บาท”


ในแต่ละครัวเรือนของชุมชนแห่งนี้ จะมีการทำปลาร้าเป็นของส่วนตัว ครอบครัวที่มากที่สุด ก็อยู่ที่ 200 โอ่งมังกร ส่วนคนที่ทำน้อยสุดเพื่อกินเองหรือขายบ้าง ก็มีคนละ 5-10 โอ่งมังกร ส่วนการตลาดนั้นจะไม่มีการแย่งพื้นที่กันขาย บ้างก็นำไปขายตามตลาดนัดเอง บ้างก็ส่งขายตามหมู่บ้าน ตามตำบลหรืออำเภอต่าง ๆ บ้างก็ส่งขายออนไลน์ด้วยเช่นกัน
และที่แห่งนี้ยังมีการแปรรูปจากปลาร้า เป็นแบบฉบับปลาร้าต้มสุก ปลาร้าสมุนไพรโบราณ รวมไปถึงปลาร้ากรอบด้วย
สะอาดถูกหลักอนามัย ก่อนบรรจุและส่งขาย
ปลาแดกหรือปลาร้า เป็นอีกการถนอมอาหารที่พูดถึงทีไร ก็อดนึกถึงส้มตำไม่ได้ เพราะนี่คงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่คนอีสานเราเข้าใจดีที่สุด แม้ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยให้มากนัก แต่มันคืออาหารแห่งอีสานศนิกชนไปเสียแล้ว และปลาแดก หรือปลาร้าแห่งบ้านดงตาดทอง ต.โพธิ์ศรี อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ แห่งนี้ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความเป็นอีสานสู่สากล ทุกหย่อมหญ้าไปเสียแล้ว แม้โรคร้ายต่าง ๆ จะมาเยือนขนาดไหนก็ไม่เสียหาย ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งนัว ยิ่งมีรสชาติแห่งความอร่อยที่รอการไปชิมลิ้มรสของผู้คน
นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การสนับสนุนและบอกต่อว่า ศรีสะเกษเรายังมีสิ่งดีงาม ยังมีความงดงาม มีวิถี มีวัฒนธรรม มีอาหารการกินที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น และรอคอยทุกท่านไปสัมผัสอยู่ตลอดเวลา หากว่างสักวัน ไปขับรถเล่นชมวิวต้นตาลแห่งอำเภอปรางค์กู่ แวะเข้าไปสัมผัสรับรสความเป็นอีสานได้ที่บ้านดงตาดทอง ได้ตลอดเวลานะครับ
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
25 เมษายน 2563

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563

[มีคลิป] ม.สงฆ์ จัดรายการออนไลน์ ติดตามนิสิต กับสถานการณ์โควิดในต่างแดน | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]


มหาวิทยาลัยสงฆ์ (มจร.) ใช้วิกฤตเป็นโอกาสเรียนรู้จัดรายการ #มจร.สื่อสาร ออนไลน์นิมนต์นิสิตและพระคุณเจ้าต่างประเทศแลกเปลี่ยนมุมมองและการปรับตัวในสถานการณ์โรค COVID-19 เข้า




31 มีนาคม 2563 เวลา 19.15 น. เวลาในประเทศไทยที่ผ่านมา บนแฟนเพจ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มจร.  จัดรายการออนไลน์ ชื่อว่า “มจร.สื่อสาร” กำหนดชื่อตอนว่า “COVID เข้า พระสงฆ์เราอยู่อย่างไร” เป็นรูปแบบการจัดรายการแบบอยู่กันคนละที่ ผู้ร่วมเสวนาออนไลน์ก็อยู่คนละประเทศ โดยมีผู้ดำเนินรายการ 2 คน คือ ผศ.ดร. ผดุง วรรณทอง หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ นักข่าวพลเมือง/ผู้ผลิตสารคดีอิสระ ไทยพีบีเอส และเป็นศิษย์เก่า มจร. มีผู้ร่วมเสวนาที่เป็นนิสิต คณาจารย์และศิษย์เก่า ด้วยกัน 4 รูป+1 คน ได้แก่ 1) พระหนุ่มแลง  ธัมมิสสระ  เจ้าอาวาสวัดศรีวัฒนะเมืองมัณฑะเลย์  สำนักเรียนปริยัติธรรมมหาธัมมิการาม มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา 2) พระสีวอน ธัมมาภิสิฏโฐ  ภูมิลำเนา จากแขวงไชยะบุรี ประเทศลาว ปฏิบัติศาสนกิจ ที่อยู่ เมืองโปชาดาส รัฐมิชิออนเน็ส ประเทศอาร์เจนติน่า 3) พระชานี  บูรณา  ภูมิลำเนาจังหวัดตราวิ่ญ ประเวศเวียดนาม ปัจจุบันปฏิบัติศาสนกิจและศึกษาอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา 4)พระโสเธียริต ภูมิลำเนาประเทศกัมพูชา ปฏิบัติศาสนากิจที่วัดคุณหญิงส้มจีน จ.ปทุมธานี และคุณพชร วลัยศรี ศิษย์เก่า มจร. ทำงานอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ผศ.ดร. ผดุง วรรณทอง วิทยากรดำเนินรายการ กล่าวว่า “จากสถานการณ์ปัจจุบันที่โรคร้ายเข้ามาเยือนคนเรา ทำให้ได้รับผลกระทบกันทุกกลุ่มชน ไม่เว้นกระทั่งพระสงฆ์องคเจ้า พวกเราเองในนามคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์เองก็ดี หรือในนามผู้ได้รับผลกระทบเองก็ดี จึงคิดอยากทำอะไรเป็นการบอกกล่าว หรือถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ โดยเฉพาะเกี่ยวกับพระสงฆ์เรา ซึ่งที่เป็นศิษย์เก่า มจร. หรือเป็นคณาจารย์ที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ต่างแดนก็ดี อยู่อย่างไรกันบ้าง ได้รับผลกระทบอย่างไร เป็นอยู่อย่างไร เราจึงได้จัดรูปแบบการเสวนาออนไลน์ขึ้น โดยไม่ต้องนิมนต์พระคุณเจ้ามาสนทนาหรือเสวนาธรรมในที่เดียวกัน ซึ่งก็เป็นรูปแบบใหม่ของการจัดขึ้นแบบนี้ และเป็นครั้งแรกของการจัดรายการ เราใช้ชื่อว่า “มจร.สื่อสาร” เพื่อให้ความสำคัญกับมหาลัยของพวกเราด้วย”

การจัดรายการเสวนา เป็นรูปแบบการจัดรายการถ่ายทอดสด โดยใช้ระบบออนไลน์ เป็นการชวนคุย แลกเปลี่ยนกัน โดยใช้เวลาเวลาในประเทศไทยคือ 19.15 น. เป็นช่วงออนแอร์


พระหนุ่มแลง ธัมมิสสระ, รศ.ดร., ประเทศเมียนมา "..ขอให้ทุกท่าน จงตระหนัก แต่อย่าตระหนกจนเกินไป ให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะ รักษากฎระเบียบวินัยอย่าง เคร่งครัดแล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดีกลับเข้าสู่ภาวะปกติ.."
พระโสเรียริต, ประเทศกัมพูชา สรุปเป็นแง่คิดให้ว่า "...หากทุกคนรู้หน้าที่ ทำตามหน้าที่ ให้ดีที่สุด จะช่วยหยุดโควิด ทำชีวิตให้สงบสุขร่มเย็นดังเดิม.."
พระชานี บูรณา, ประเทศเวียดนาม "..ขอให้ทุกคนทุกศาสนาที่อยู่บนโลกใบนี้ จงดูแลตัวเองให้ดี ดูแลครอบครัวให้ดี เพราะว่าเรามีเวลาจำกัด เราไม่มีเวลาวันนี้ 2 ครั้ง ดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจให้ดีอยู่ด้วยความไม่ประมาท.."
พระสีวอน ธมฺมาภิสิฏฺโฐ, ประเทศอาเจนตินา "...คนเราเกิดมาในโลกนี้ หนีไม่พ้นความแก่ ความเจ็บ และความตาย แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้แก่ เจ็บ และตาย ด้วยความประมาท..."
พชร วลัยศรี, สหรัฐอเมริกา สรุปเป็นแง่คิดให้ว่า “..ท่านที่ยังไม่ติดโควิด ก็ให้ดูแลรักษาตัวเองให้ดีอย่าให้เป็น ปฏิบัติตามที่หมอแนะนำ และสำหรับคนที่เป็นแล้ว ก็ให้ไปรักษาให้หาย อย่าไปแพร่เชื้อให้กับคนอื่น เพราะการทำเช่นนั้นถือว่าเป็นบาป.."

    
     การจัดรายการเสวนาออนไลน์ ในชื่อว่า “มจร.สื่อสาร” ครั้งนี้ เป็นครั้งแรก จึงมีข้อบกพร่องและเหตุการณ์สุดวิสัยไม่น้อย แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกวิกฤตให้มองเห็นโอกาส ทำให้ได้เรียนรู้การใช้สื่อ เป็นนวัตกรรมของการสื่อสารได้เป็นอย่างไร และเชื่อว่าในครั้งต่อไป คงได้นำสิ่งผิดพลาดหรือยังไม่สมบูรณ์นั้นมาปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเหตุการณ์ได้ในวันข้างหน้าต่อไปได้

สามารถติดตามรายละเอียด
บันทึกรายการสดที่ลิงค์ youtube ได้ที่


หรือรูปแบบของแฟนเพจ การจัดรายการสดช่วงที่ 1 ได้ที่ลิงค์
การจัดรายการสดช่วงที่ 2 ได้ที่ลิงค์



เรื่อง-ภาพ โดย ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
















#ฮักเฮา
#สุขนี้ที่บ้านเรา
#Hug-House
#HugHouse
#ฮักเฮา สุขนี้ที่บ้านเรา


ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...