วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566

เราเป็นกวย,กูย,ซูย,เยอ หรือใคร แล้วทำไมล่ะ

ก่อนแลกเปลี่ยน ออกตัวก่อนว่าตัวเองคือ กอนกวย และเป็นกอนกวยซะเกด โดยกำเนิดครับ และด้วยความเป็นกลุ่มชนที่มีภาษาเฉพาะ ทางรัฐไทยจะใช้เรียกคำว่า “ชนเผ่า” ที่มาจากคำว่า “เผ่าพันธุ์” บ้าง “ชาติพันธุ์”บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ โดยส่วนตัวก็ไม่รู้จะใช้เรียกคำไหน เพราะตั้งแต่เด็กมักได้ยินคำว่า “เผ่าเขมร เผ่าเยอ เผ่าลาว และรวมถึงคำว่า เผ่าส่วย” บ้าง พอปัจจุบันได้ยินคำว่า “ชาติพันธุ์” บ่อยขึ้น ซึ่งในหลักวิชาหรือหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเป็นเฉพาะเรื่องพวกนี้ ก็ไม่ได้มีนักวิชาการหรือมหาวิทยาลัยไหนให้ความสำคัญ ที่พอจะออกแบบเข้าสู่สถานศึกษาให้ได้รู้จักตัวตนตัวเองเลยสักหน่อย กลับหยิบเอาวิชาหรือหลักสูตรที่ว่าด้วยเรื่องจากส่วนกลาง (ภาคกลาง) ไปทั้งสิ้น ทั้งที่ตัวเองไม่ได้รู้จักเลยว่าตัวเองมีอะไรดี มีอะไรเด่น มีความเป็นมาอย่างไร รวมถึงความเป็นภาษาของรากเหง้าตัวเอง
คำว่า “ส่วย” ก็เลยรับวัฒนธรรมจากคนของรัฐไทย ภาครัฐราชการสั่งการหรือเรียกขานว่า “ส่วย” มาตั้งแต่มีการกดทับไม่ให้ความเป็นกวย,กูย,เยอ,รวมถึงกลุ่มต่าง ๆ ที่มีตัวตนเหมือนกับพวกเราได้ลืมตาอ้าปาก เกริ่นมาซะยาว ขอเข้าเรื่องเลยล่ะกัน 1. การอนุรักษ์ภาษา ด้วยคำพูด คงหมายรวมถึงการฟื้นฟู อนุรักษ์และสืบสาน เนาะครับ หากจะมองว่าแค่การสื่อสารกับลูกหลานตามบ้านเรือนต่าง ๆ นั้น คงดีไม่น้อย แต่ทว่าโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่า ปัจจุบันนี้แต่ละชุมชนยังมีการพูดกับลูกหลานด้วยภาษาถิ่นตัวเองสักกี่มากน้อย มีกี่เปอร์เซ็นต์หรือกี่ครอบครัวกันหนอ นี่คงเป็นการเริ่มต้นจากตัวเองก่อนที่อยากจะสืบสานด้วยการสื่อสารเนาะ แต่ถ้าจะมองให้กว้างกว่านี้อีกหน่อยคือมองไปรอบกายว่า จะทำอย่างไร ถึงจะมีการสื่อสารในวงกว้างขึ้น ให้ครอบครัวอื่นเห็นความสำคัญ แล้วเราเป็นใครจะไปบอกหรือไปแนะนำให้เขาสนใจขนาดนั้น หรือมองกว้างขึ้นมาอีกนิดทำอย่างไร ถึงจะให้องค์กรหน่วยงานในพื้นที่และที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเรื่องภาษาในมุมและมิติต่าง ๆ เช่น หยิบมาทำการเรียนการสอน หรือหยิบมาเล่าบอกผ่านวิชาเรียน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านหนังสือ โดยท้องถิ่นและท้องที่ให้ความสำคัญจริงๆ ร่วมกัน ทั้งหมดเรื่องการใช้ภาษาถิ่นตัวเอง เริ่มแรกคงง่ายที่สุดที่ตัวเราเองที่อยากจะให้ความสำคัญกับภาษาถิ่นตัวเองเป็นดีที่สุด แต่หากจะคาดหวังหรืออยากให้คนอื่นเขาเห็นความสำคัญก็ยากไม่น้อย เพราะต้องมองว่าตัวเองจะมีอำนาจหรือบทบาทอะไรไปบอกไปสั่งการใครให้ทำอย่างที่เราคิดนั่นเอง เว้นเสียแต่ว่าคนที่คิดแบบนั้นมีบทบาทและหน้าที่ทางท้องถิ่น ท้องที่หรือเป็นผู้บริหารพื้นที่ 2. ความเป็นตัวตน กวย,กูย,ซูย,เยอ โดยส่วนตัวเรื่องนี้ หากเป็นเมื่อก่อนย้อนหลังไปสัก 15 ปี ประสาคนบ้านนอก มักมองว่า เราคือขี้ข้า คือทาส ที่ยอมรับรัฐไทยภายใต้รัฐราชการยัดเยียดให้เรียกตัวเองว่า “ส่วย” แม้ว่าเรามีนักวิชาการที่เป็นตัวตนกวย,กูย,ซูย,เยอ ไม่น้อย แต่นักวิชาการเหล่านั้นก็ไม่กล้าอ้าปากดัง คงเพราะอยู่ภายใต้กรอบเงินเดือนที่ได้รับ เลยไม่กล้าหายใจแรง เกรงถูกมองว่านอกคอกเป็นแน่ ในยุคนี้ พอได้ออกไปนอกบ้านได้เห็นอะไรมากขึ้นไม่น้อย เลยรู้สึกว่า ตัวเองก็ยังเป็นกวยเช่นเคย และคำว่า “ส่วย” ก็ยังถูกนักวิชาการในพื้นที่เรียกแบบไม่เขินอายเช่นเคย เพียงแต่เข้าใจมากขึ้นไม่น้อย กวย,กูย,ซูย,เยอ เป็นใคร แยกออกก่อนว่า กวยกับกูย คือแบบเดียวกัน แตกต่างกันเพียงสำเนียงพูดที่สื่อสาร ส่วนจะเรียกตัวเองว่ากวยหรือกูยหรือซูย คงเป็นประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ไป และโดยส่วนตัวไม่รู้ว่าข้อมูลที่นักวิชาการเอ่ยถึงคำว่า “กูยมะไฮ” กับ “กูยมะโลและกูยมะลัว” 2-3 คำนี้ แปลว่าอะไร และหมายถึงอะไร เพราะโดยส่วนตัวได้ยินคนเอ่ยถึงมาตลอดและพอสืบค้นดู ก็มักจะเจอตลอด แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบต่อไปอีกว่า มันหมายถึงอะไร ซึ่งส่วนตัว จะขอแยกความเป็นกวย,กูย ออกเป็น 3 ประเภท ตามอาชีพ คือ 1)กวยอาเจียง อันได้แก่ กวยที่มีการเลี้ยงช้างเป็นหลัก 2) กวยตำต๊ะอ์ ได้แก่ กวยที่ประกอบอาชีพตีเหล็ก ปัจจุบันมีให้เห็นไม่มากนักแล้ว และ 3) กวยวอแธร ได้แก่ กวยที่ทำเกษตร ผมเองจะเรียกตัวเองว่า กวยวอแธร คือกวยที่ทำนาทำสวนทำไร่ทางการเกษตร และ กวยและกูย แตกต่างกันที่สำเนียงที่สื่อสารกัน เช่น มะพร้าว กวยเรียกตูง กูยเรียกโตง เป็นต้น ส่วนคำอื่นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ซูย คำนี้ ผมเองเคยคิดว่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เพี้ยนมาจากคำว่า กวยหรือกูย ความคิดเช่นกับผู้รู้หรือคนอื่น ๆ ที่คิดไว้ แต่ก็ไม่ได้มองว่าผิด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นตัวตนและมีประวัติศาสตร์ของตัวเอง เรียกว่าว่า ตัวเองคือ กวยซูย หรือกูยซูย นั่นก็คือเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ไป ไม่ได้ไปมองว่าผิดหรือไม่มีแต่อย่างใด อย่างน้อย ๆ ไม่ว่าจะกวย,กูยหรือซูย นั้น หากศึกษาประวัติศาสตร์จริงๆ อยู่ที่เราจะบอกว่าเรามีที่มาจากไหน แค่ไหน อย่างไร แต่โดยส่วนตัวแล้ว ก็เคยย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ตัวเองบ้าง แต่อยากให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอดีตว่าเป็นมาอย่างไร ทำอย่างไรเราจะรักษารากเหง้า ณ ปัจจุบันให้คงอยู่นานที่สุดเท่านั้น ส่วนสุดท้าย คำว่า “เยอ” คำนี้ หลายคนคิดว่า คงมาจากกลุ่ม กวย,กูย แต่ตามประวัติศาสตร์นั้น “เยอ” เองก็มีที่มาของตัวเองเฉพาะ ไม่ได้มีประวัติศาสตร์มาจากกวย,กูยแต่อย่างใด ฉะนั้นแล้ว โดยส่วนตัว คิดว่า ไม่ว่าใครจะมาจากไหน โดยเฉพาะกลุ่ม “เยอ” เอง ล้วนมีตัวตนเฉพาะส่วนตัว เราควรให้เกียรติกันและกัน แม้ว่าจะมีสำเนียงภาษาการสื่อสารที่ใกล้เคียงกัน คงพอกันกับกลุ่ม “โซ่” “กะเลิง” “ฌอง” “บรู” และอีกไม่น้อยที่มีสำเนียงใกล้เคียงกับกวย,กูยเรา ทั้งหมดที่เอ่ยมา ล้วนแต่เป็นความคิด ทัศนะส่วนตัวเท่านั้น ไม่ได้มองว่าถูกทั้งหมดหรือผิดทั้งหมด ยินดีหากมีท่านใดแลกเปลี่ยน น้อยรับฟังร่วมกัน และโดยส่วนตัวก็ยังมองว่า เราทำตัวเองให้ดีก็พอ ไม่ได้มองว่าใครจะต้องเหมือนตัวเองหรือไปเหมือนใคร และแต่ละบ้านล้วนมีเสน่ห์มีเรื่องราวของตัวเอง ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ 3 กันยายน 2566 ลิงก์ประกอบ วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี คำว่า “ชาวกูย” : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A2 ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ กูย โดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/161 ภาพยนตร์ “กอนกวย ส่วยไม่ลืมชาติ” : https://www.youtube.com/watch?v=Amjz1BPIXzc สารคดี “สะเองกวย” ทาง ไทยพีบีเอส : https://www.youtube.com/watch?v=FHtdKY38M6M&t=620s

วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

"ชาวนาวิทยากับชาติพันธุ์ชายแดน” [มีคลิป]

การเรียนรู้ที่ต้องหลากหลายที่ไม่ใช่เพียงแค่เรียนในกรอบห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น กิจกรรมที่มีความสนุกสนานจะเป็นอีกเรื่องราวที่กระตุ้นให้เด็ก ๆ ได้เกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี และที่โรงเรียนบ้านตาจวน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เห็นความสำคัญของการเรียนรู้วิถีชุมชน จึงได้นำพานักเรียนมาร่วมลงมือดำนา
วิมลสิริ วงษ์พล / ครูโรงเรียนบ้านตาจวน รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า ได้นำพานักเรียนชั้น ป.5-6 จำนวน 22 คนและคณะครูอีกจำนวนหนึ่งมาร่วมกิจกรรมการดำนาของชุมชน ถือว่าเป็นสิ่งดี ที่โรงเรียนจะได้มีกิจกรรมร่วมกับชุมชนและลูก ๆ นักเรียนได้เรียนรู้วิถีการปักดำนาแบบอดีตของบรรพบุรุษตัวเองด้วย ซึ่งเห็นสีหน้าของเด็ก ๆ แล้วเขาได้สนุกสนาน ได้อิ่มเอมกันถ้วนหน้าเลย
ซึ่งพื้นที่การเรียนรู้อยู่ไม่ไกลจากชุมชนนัก ทิศตะวันออกชุมชนเพียงประมาณ 200 เมตร ที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่นักมีน้ำขังและกล้ารอการปักดำ โดยมีวิทยากรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ และมีชาวบ้านมาร่วมกิจกรรมอีกจำนวนหนึ่ง
ญาณิศา งอนสวรรค์ วิทยากร กล่าวว่า ที่ตรงนี้มีประมาณ 4 ไร่ แต่แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับปักดำนาเพียงประมาณ 1 ไร่ เพื่อเหมาะกับการเป็นพื้นที่เรียนรู้ของชุมชน นักเรียนและเครือข่ายด้วย มีการขุดคลองใส้ไก่รอบแปลงนา กิจกรรมครั้งนี้คาดหวังอยากให้ลูก ๆ นักเรียนได้เรียนรู้การลงมือทำวิถีการทำนาของชุมชนไปด้วยกัน
วัชรพงษ์ อ่อนคำ / นักเรียนโรงเรียนบ้านตาจวน กล่าวว่า อยู่ชั้น ป.6 แล้วไม่เคยทำมาแบบดำเอาเช่นนี้เลย เคยเห็นแต่ผู้ปกครองหว่านเอาซะส่วนใหญ่ พอลงมือทำก็สนุกสนานมีเพื่อน ๆ และคุณครูร่วมกิจกรรมด้วยกันด้วย ชอบและสนุกมากครับ เช่นเดียวกับ กัญญารัตน์ แก้วลอย / นักเรียนโรงเรียนบ้านตาจวน เล่าว่า ตนเองอยู่ชั้น ป.5 สนุกสนานกับการเรียนรู้แบบนี้ ได้สนุกสนาน ได้อิ่มกับอาหารและไอศรีม รวมถึงได้เล่นน้ำร่วมกับเพื่อน ๆ ด้วย อยากเรียนรู้แบบนี้อีกค่ะ และนี่ คือการเรียนรู้ที่ต้องเท่าทันกับยุคสมัยและไม่ลืมรากเหง้าของบรรพบุรุษ ความสนุกสนานที่ได้รับล้วนเหมาะสมกับช่วงวัย ชื่นชมคณะครูและชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นระหว่างกันได้เป็นอย่างดี
ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ ศูนย์สื่อชุมชนคนชายแดนไทยกัมพูชา รายงาน

วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

วัดหนองม่วง ขยับ “ขยะสร้างบุญ” ระดมเครือข่ายสร้างสรรค์สังคม ที่หนองบัว นครสวรรค์ [มีคลิป]

วัดหนองม่วง ขยับ “ขยะสร้างบุญ” ระดมเครือข่ายสร้างสรรค์สังคม ที่หนองบัว นครสวรรค์
เมื่อ 27 พฤษภาคม 2566 วัดหนองม่วง ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายพลัง บวร.และหน่วยงานท้องถิ่น ท้องที่ จัดทอดผ้าป่า “ขยะสร้างบุญ” เพื่อสร้างสำนึกดีให้กับคนในพื้นที่รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม แปลงขยะให้เป็นบุญ โดยอาศัยความเข้มแข็งของชุมชนที่มีกลุ่มแม่เพลงพื้นบ้านปราชญ์ผู้รู้ และหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องขยะ โดยมีการนำขยะมาร่วมทำบุญในทุกวันพระที่วัด เพื่อนำไปสู่หนองบัวปลอดขยะ
อรรถ คล้ายนุ่น ปราชญ์ชุมชน/ข้าราชการบำนาญ วัย 65 ปี เล่าให้ฟังว่า ชุมชนวัดหนองม่วง เป็นชุมชนเก่าแก่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาทำไร่ทั่วไป มีวัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน และในชุมชนจะมีกิจกรรมต่าง ๆ จะมีกลุ่มแม่เพลงพื้นที่บ้านมาร่วมแสดงออกร่วมกันแบบจิตอาสา และมีหลวงพ่อพระครูสังฆรักษ์ธนกร โฆสธมฺโม เจ้าอาวาสที่เคารพนับถือและแสดงความคิดเห็นในด้านการพัฒนาจิตใจและทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้กับชุมชนมาโดยตลอด และในขณะเดียวกันมีหน่วยงานในพื้นที่และนอกพื้นที่เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่เป็นมหาลัยสงฆ์คอยเป็นพี่เลี้ยงในทุก ๆ มิติเช่นกัน
วันชนะ ปอพานิชกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลหนองบัว กล่าวว่า เทศบาลตำบลหนองบัวเรามีประชากร 14 หมู่บ้าน มีการเติบโตของชุมชน และขยะก็พลอยเป็นปัญหาหลักไปด้วยเช่นกัน และเทศบาลมีค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะประมาณ สามแสนบาทต่อเดือน โดยมีค่าจัดเก็บรายได้เกี่ยวกับขยะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพื้นที่เรา จึงร่วมกับชุมชนในพื้นที่รณรงค์ให้ชุมชนเห็นความสำคัญและมีการคัดแยกขยะขึ้น ก็ช่วยให้เกิดการจัดการขยะได้เป็นระบบขึ้นลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะได้มากทีเดียว โดยที่วัดหนองม่วง เป็นวัดที่เข้มแข็งและได้ร่วมกันดำเนินการร่วมกันเสมอมา และเป็นต้นแบบของการจัดการขยะได้เป็นอย่างดีด้วย พระครูสังฆรักษ์ธนกร โฆสธมฺโม รองเจ้าคณะอำเภอหนองบัว เจ้าอาวาสวัดหนองม่วง ปรารภให้ฟังว่า ปกติแล้ววัดทั่วไปมักจะมีขยะ 2 ประเภทคือ ขยะศักดิ์สิทธิ์เช่น พระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ และขยะมีชีวิต จำพวก สุนัข แมวที่มีญาติโยมนำมาปล่อยแล้ว นั่นถ้ามากเกินไปก็พลอยเป็นปัญหาให้กับทางวัด แต่ทางวัดเราเล็งเห็นความสำคัญร่วมกับชุมชน คือเราจะทำอย่างไรให้ชุมชนได้เข้าใจและรู้จักการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง กลางทางและปลายทางได้ จึงได้ขอรับบริจาคขยะจากชุมชน โดยรับได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะวันพระก็จะมีญาติโยมมาฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมเป็นปกติ ก็จะมีผู้คนนำมาให้เป็นจำนานมาก และทุกเดือนก็จะมีการแปรสภาพขยะต่าง ๆ เหล่านั้นให้เป็นปัจจัยในการบำรุงศาสนสถานเป็นค่าน้ำค่าไฟ เป็นการสร้างบุญไปในตัวด้วย และที่สำคัญได้มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาร่วมขยับขับเคลื่อนไปด้วยกันด้วย นับว่าเป็นมิติที่ดีและสร้างสรรค์ต่อชุมชนเราได้เป็นอย่างดี ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ / นักข่าวพลเมืองคนชายแดน รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ห้องเรียน : [ เรียนรู้จากการฟัง ] บันทึกช่วยจำ เรื่องราวจากบ้านของเรา จากมุมของเรา เพื่อบ้านของเรา

ห้องเรียน : [ เรียนรู้จากการฟัง ] บันทึกช่วยจำ เรื่องราวจากบ้านของเรา จากมุมของเรา เพื่อบ้านของเรา
. “บางทีอยากจะลาออกแล้วนะ ไม่มีกำลังใจในการทำงานเลยในบางครั้ง เหนื่อยมากเลย แต่เราเห็นว่าการดูแลผู้ป่วยติดเตียงบ้านเรา พี่น้องเรา คนบ้านเรา เรามีความสุขที่ได้ทำนะ แต่เหมือนไม่มีกำลังใจเลย เพราะเรารายงานไปอยากให้คนที่ดูแลเรามาช่วยดูสภาพจริงบ้าง เป็นกำลังใจให้กันบ้าง ส่วนเรื่องผ้าอ้อม อาหารบำรุงผู้ป่วย หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่เพียงพอแน่นอน” คำบอกเล่าจากคุณน้าสุพิศ ดวงมณี ประธาน อสม. หมู่ที่ 2 ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ผู้รับบทบาทหน้าที่ CG หรือ Care Giver ในพื้นที่ เล่าให้ฟังในสายของวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 ขณะที่มีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยน ขอคำชี้แนะในกิจกรรมที่อยากขอคำปรึกษาและคำแนะนำจากท่าน
ใต้ต้นมะขามริมรั้วที่มีแคร่นั่งและกระท่อมหลังเล็กข้างบ้านอันแสนสะอาด ผมมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อขอนำแนะนำจากผู้นำชุมชนในกลุ่มต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นคือ ประธานอสม. ผมเริ่มทักทาย ถามไถ่ตามประสาคนบ้านเดียวกัน และได้สอบถามนานาสาระจากคุณน้าที่เป็นประธานอสม. ได้รับรู้มากมาย และหนึ่งในนั้นคือเรื่องการทำหน้าที่ตามบทบาทที่บ้านเราไม่แตกต่างจากบ้านอื่น ๆ คือ บทบาทของ อสม.ทั้งรูปแบบ การทำงาน ภาระ หน้าที่ ผู้คนและกลุ่มงานต่าง ๆ เป็นการไต่ถามพูดคุยทั่วไป บางทีทำให้ฉุกคิดว่าบ้านเรามีเรื่องราวมากมายกว่าที่เราเห็น กว่าที่เราคิดว่ายังมีกลุ่มคนในชุมชนเราที่ทำงานหนักไม่น้อย ในนามที่เป็นคนชาวบ้านคนหนึ่ง ถูกมอบบทบาทแค่ตำแหน่ง “อสม.” อันหมายถึง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งหากเอ่ยถึงบทบาทหน้าที่และค่าตอบแทนแล้ว อาจจะคนละเรื่องกันเลย และหนึ่งในการพูดถึงนานาสาระเหล่านั้น คือเรื่องได้รับบทบาทหน้าที่ CG หรือ Care Giver นักบริบาลชุมชน ที่ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย ทุกระดับ ตั้งแต่ป่วยแต่ยังพึ่งพาตัวเองได้ ป่วยแบบมีญาติดูแล ป่วยแบบติดเตียง ป่วยหนัก หรืออีกมากมายในการเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไม่ได้จำกัดเพียงอายุมากหรือน้อย นักบริบาลชุมชนต้องทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล รายงาน ดูแล และบางรายต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการดูแลของนักบริบาลชุมชนนั้น ในหมู่ที่ 2 เองมี นักบริบาลชุมชน 3 คน มีผู้ป่วยในระดับต่าง ๆ กว่า 40 คน และเจ็บไข้ได้ป่วยหนักกว่า 10 คน “เรารายงานแต่ละกรณีของผู้ป่วยตลอด แต่บางครั้งก็อยากสะท้อนไปให้ผู้ดูแลหลักอย่างคุณหมอลงมาดูสภาพจริงบ้างนะ ผู้ป่วยบางรายเขาป่วยหนักจริง ๆ เราก็สงสารผู้ป่วย บางทีญาติผู้ป่วยเองก็มักจะมองว่าเราไม่ดูแลทั้งที่เขาก็พอดูแลได้บ้าง ซ้ำยังจะมาคอยพูด คอยโพสต์ต่อว่าเราอีก นี่ล่ะพิษภัยของ Social เนาะ ส่วนเรื่องผ้าอ้อม อาหารเสริมหรือนมต่าง ๆ นั้นไม่ต้องพูดถึงหรอก มันไม่เคยได้ทั่วถึง และอีกอย่างได้แต่คิดว่าอยากให้เพิ่มคนมาช่วยดูแลเพิ่มเติม แต่ก็ได้แต่คิดอีกเช่นกัน แต่เราก็คงทำหน้าที่ของเราเท่านี้ให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุด” คุณน้าสุพิศ ดวงมณี กล่าวในบทบาทนานาสาระที่แลกเปลี่ยนกัน ผมได้แต่นั่งฟังและรับรู้ถึงอีกเรื่องราวที่เราอาจจะรู้ไม่ทั่วถึง ซึ่งก่อนหน้านี้เราพอรู้มาบ้างว่า บ้านเรามีการจัดการแบบไหนอย่างไร และคงมีปัญหาเรื่องนี้แน่ ๆ แต่ครั้งนี้ได้รับรู้อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลย สายลมเย็นพัดพามาเป็นระยะ ไม่รู้ผ่านเวลาไปเท่าไหร่ การสนทนาที่ออกรสชาติ กับการได้นั่งฟังการบอกเล่าในหลายเรื่องผ่านไปผสมกับการแลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ นั้น ก่อนที่ผมจะขอเล่าสิ่งที่อยากแลกเปลี่ยนและขอคำชี้แนะในมุมมองที่บ้านเราอาจจะยังไม่เคยได้มี หรือไม่เคยได้จัดมันขึ้นมาเลย และได้รับการตอบรับและแนะนำมากมายจากมุมของผู้นำ ขอบคุณ ผู้นำชุมชนมากมาย หลากหลายกลุ่ม ที่ยังต้องขอคำแนะนำจากอีกหลายท่าน หลายคน กับสิ่งที่คิดอยากทำ อยากนำเสนอและขอความเห็นจากเหล่าท่านผู้รู้ต่าง ๆ . บันทึกช่วยจำ ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ 091265

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ชีวิตชาวนา ที่ต้องจัดการเอง [มีคลิป]

ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีที่ผ่านมา ชาวนาบางส่วนมีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ทำนาดังกล่าว โดยปลูกในพื้นที่ปลูกข้าว ใช้ระยะเวลาสั้น หรือเรียกว่า “มันปรัง” โดยนิยมปลูกช่วงเดือนมกราคม และจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนที่จะหว่านข้าวในรอบปีนั้น ๆ คือช่วงเดือน มิถุนายน - กรกฎาคม หรือพอที่ขนาดของหัวมันสำปะหลังใหญ่พอจะตัดถอนเพื่อขายได้ และใช้พื้นที่ดังกล่าวนั้นหว่านข้าวต่อไป
ที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นพื้นที่ที่ไม่มีคลองส่งน้ำหรือระบบน้ำชลประทาน ทำการเกษตรแต่ละอย่างต้องคอยดูฟ้าฝนเป็นหลัก และต้องเก็บเกี่ยวให้ทัน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเสียหายรวมถึงไม่สามารถจำหน่ายได้เลยก็เป็นได้ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับน้ำที่ไหลบ่ามาจากทิศใต้คือเทือกเขาพนมดงรัก พรหมแดนไทย-กัมพูชา ไหลบ่ามาสมทบตามทางน้ำธรรมชาติที่เคยมีในอดีตท่วมพื้นที่แปลงนาของชาวบ้านกันทรอม กันทรอมน้อย มาสู่พื้นที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ โดยพื้นที่นาดังกล่าวนั้นมีการปลูกพืชหลังนาอย่าง “มันสำปะหลัง” กำลังเป็นพืชที่ชาวนาปลูกไว้เพื่อหวังผลผลิตในการเก็บเกี่ยวเพื่อขายใช้จ่ายในครอบครัวนั่นเอง และเป็นอีกครั้งที่ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยการ ตัดต้นมัน ถอน และตัดนำหัวมันขึ้นรถเพื่อขายกันอย่างเร่งรีบ ด้วยสภาพมันที่อยู่ใต้ดินและไม่ทนกับน้ำ ส่งผลให้หัวมันจะเน่าเสีย ไม่สามารถนำไปขายได้นั่นเอง
เฉลิมวงศ์ โพธิสาร เล่าว่า ปีนี้ เริ่มปลูกมันสำปะหลัง ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมแล้ว ไปซื้อลำต้นมันสำปะหลังและไปขนมาเองด้วย เพื่อนำมาปลูกในแปลงนาที่เกี่ยวข้าวเสร็จ ดีกว่าปล่อยที่ไว้เปล่า ๆ และปีนี้ก็ถอนเร็วกว่าทุกปีเลยเพราะฝนตกมา มันบางส่วนก็เน่าแล้วด้วย และอีกอย่างคือเรามีรถเครื่องจักรทุ่นแรงของตัวเองด้วย ช่วยทุ่นแรงได้เยอะ ทั้งไถ ทั้งลากทั้งดึงโดยเราเอารถตุ๊กตุ๊กลงมาได้เลย
สมถวิล โพธิ์กระสังข์ เล่าเป็นแนวทางเดียวกันว่า ปีนี้ราคาขายมันสำปะหลังของเรา ดูเหมือนจะดีกว่าทุกปี ที่มันสำปะหลังสวยและกำลังโตได้เต็มที่ เพราะทุกปีที่ขายอยู่ที่ราคา 1-2 บาท / กิโลกรัมเท่านั้น แต่ปีนี้ราคาลานมันสำปะหลังเปิดที่ราคา 2.15 บาท / กิโลกรัม ทำให้ชาวนาที่ปลูกมันสำปะหลังช่วงฤดูแล้งเช่นนี้ยิ้มได้บ้าง อีกทั้งมีลานรับซื้อมันปะหลังเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถเลือกที่จะไปขายที่อื่นได้ด้วย แต่ที่น่าเศร้าใจที่สุดสำหรับคนปลูกมันสำปะหลังก็คือ ปีนี้ฝนตกและน้ำท่วมเร็วกว่าทุกปี ทำให้ต้องเร่งถอนและนำไปขายให้ทันกับมันที่มี ไม่เช่นนั้น มันจะเน่าเสีย ไม่สามารถขายได้ พอกลางวันก็ได้กินข้าวร่วมภาชน์กันได้บรรยากาศบ้านนอกดีครับ
เช่นเดียวกับ ตาน้อย เกษตรกรชาวบ้านบกสดำ เล่าให้ฟังขณะกำลังเร่งรีบถอนมันที่ถูกน้ำท่วมเกือบถึงหัวเข่าว่า ปีนี้น้ำฝนก็ตกตลอด และน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาพนมดงรักก็มาสมทบอีกรอบ ทำให้น้ำท่วมนาที่ปลูกมันสำปะหลังไว้อย่างรวดเร็ว เราต้องรีบถอน ถ้าปล่อยไว้อีก 2-3 คืน ในสภาพที่น้ำท่วมแบบนี้ หัวมันจะเน่าเสียแน่นอน และไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะสภาพของมันสำปะหลังจะไม่ทนน้ำได้นานนั่นเอง
บุญธรรม โพธิ์ศรี บอกว่า ปีนี้แทบไม่ได้หยุดเลย ต้องไปช่วยพี่น้องเกือบทุกวัน เพราะแต่ละคนก็ต้องเร่งต้องรีบให้ทัน ก่อนที่มันสำปะหลังจะเน่าเสียหมด ช่วยกันคนละครั้ง คนละรอบ ตามวิถีชาวนาพวกเราที่ต้องช่วย ๆ กัน วิถีของเกษตรกรที่จะปลูกพืชชนิดใด ก็ย่อมต้องการผลผลิตกันทั้งนั้น แต่สำหรับชาวนาเขตตำบลโพธิ์กระสังข์และใกล้เคียง แม้ไม่มีคลองส่งน้ำหรือชลประทานแต่อย่างใด แต่ก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ผลผลิตพืชต่าง ๆที่ปลูกไปนั้นได้ผลผลิตราคาดี ไม่เน่าไม่เสีย ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลก็พอ และหากจะให้ดีกว่านี้ หากรัฐบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเกษตรกรให้มาก เข้าใจ เข้าถึงรับรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ แบบเป็นกันเองคงดีไม่น้อยเลย ชาวนาคงได้ลืมตาอ้าปากได้

ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...