วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564

A month of engagement for people of all ages.[The way of kuay]

The way of Kuay. [วิถีแห่งชาติพันธุ์]

A month of engagement for people of all ages.

บุญเดือนสี่ เดือนแห่งการมีส่วนร่วมของผู้คนทุกช่วงวัยสำหรับชาวกวย

 


 

โดยปกติแล้ว เดือนมีนาคม ซึ่งทางจันทรคติ จัดว่าเป็นเดือนที่สี่ของฮีต 12 คอง 14 ของคนไทยเรา และในเดือนนี้ถือว่าเป็นเดือนที่มีความสำคัญไม่น้อย

.

ชาวกวย,กูย ของตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ก็เช่นกัน มีการดำเนินการจัดงานบุญประเพณีนี้เช่นกันในทุกปี โดยเป็นการรวมตัวกันแบบมีส่วนร่วมของผู้คนทุกคนในชุมชนที่มาร่วมแสดงออกในงานบุญประเพณีนี้ หรือที่เรารู้จักกันดีว่าบุญผะเหวดหรือบุญพระเวสสันดรซึ่งเป็นประเพณีเกี่ยวกับการทำบุญเป็นหลัก โดยยึดเอาสิ่งสมมุติจากเรื่องราวในนิทานชาดกเรื่อง พระเวสสันดร มาเป็นเครื่องยึดถือและปฏิบัติของชาวพุทธเรา ซึ่งชุมชนชาวกวย,กูยเรานั้น ให้ความสำคัญกับการแต่งกายที่เป็นแบบพื้นบ้านทุกระดับ ไม่ว่าเด็กกระทั่งถึงผู้อาวุโส สำหรับผู้ชายนุ่งโสร่ง สำหรับผู้หญิงนุ่งห่มผ้าถุง และแต่งกายสุภาพ เข้าร่วมกิจกรรมกัน รวมถึงมีการฟังเทศน์มหาชาติตลอดทั้งวัน มีการแสดงออกด้วยการละเล่นสมมุติพระเวสสันดร โดยคนในชุมชนเอง

.

นี่ล่ะ เดือนแห่งการมีส่วนร่วมของผู้คนทุกช่วงวัยสำหรับชาวกวยในการเป็นผู้ให้

ทั้งหมดนี้ทุกท่านสามารถพบเห็นการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชนและการแต่งกายที่เป็นรูปแบบของชนเผ่ากวย/กูยเราในประเพณีดังกล่าวนี้ได้ ถ้าไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)

.

Usually the lunar month of March Classified as the fourth month Among the traditions of the heat of 12 kong 14 of Thai and Lao people And this month is considered a month that is no less important.

The Kuay / Kui people of Pho Krasang Sub-district, Khun Han District, Sisaket Province which is a tribe of Isan as well

This tradition has been carried out as well every year. It is a gathering with participation of all people in the community who come to express themselves in this merit ceremony. Or as we are well known as "Boonphawed" or "Boon Phra Vessantara", which is the main tradition of making merit. By using the fictional from the story in the Jataka fable of Vessantara as a reference and practice of our Buddhists

Which our Kuay / Kui community has given importance to the dress that is folk at all levels. From children to elders For men wearing sarongs

For women wearing silk And dress modestly Join the activity together Including listening to the Mahachat sermons throughout the day There is an expression of a Vessantara skit. By the people in the community themselves

This is a participatory month for people of all ages for the Kuai people to be the giver.

 

All in all, you can see the participation of the people in the community and the traditional Kuay / Kui tribe dress in this tradition.

If there is no coronavirus (COVID-19) outbreak.

.

นี่คงเป็นความเป็นกวย,กูยที่อยู่ในสายเลือด ที่คิดว่าคนไทยหรือคนทั่วโลกอาจจะไม่รู้ว่า กวย,กูยคือใคร แล้วมีอะไรอยู่ที่ไหนกันบ้าง...!

.

จะพยายามหาคำตอบในรูปแบบที่พอหาได้และทำได้มาเก็บรวบรวมไว้

 

By : Kwanchit phokrasang








วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564

วันเด็ก(ในสถานการณ์)พิเศษที่บ้านกู่' อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ | Hug House [สุขนี้ที่บ้านเรา]

โดยทั่วไปแล้ว ในวันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคมทุกปี เรารู้กันว่านั่นคือวันที่เด็ก ๆ เยาวชนรอคอย เขาจะได้สนุกสนานได้กินอิ่ม เล่นสนุกในรูปแบบที่เข้าได้ว่านี่คือวันของพวกเขา วันเด็กแห่งชาติ แต่สำหรับปีนี้มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกสองเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้ทุกกิจกรรมที่เคยจัดมาต้องชะงัก และบางกิจกรรมให้ยกเลิกไปเลยด้วยความกังวลจะเป็นบ่อเกิดแห่งการแพร่กระจาย สำหรับจังหวัดศรีสะเกษเอง แม้จะไม่ได้มีรายชื่อผู้ติดเชื้อดังกล่าว แต่ก็ได้เฝ้าระวังและปฏิบัติตามระเบียบข้อราชการของทางภาครัฐอย่างเคร่งครัดเช่นกัน

ที่ศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้านตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ นับว่าเป็นพื้นที่เข้มแข็งในด้านการบริหารจัดการแบบชุมชน ที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี หรือวิถี การเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีปรากฏทุกกลุ่มวัยจากที่แห่งนี้ และในปีนี้ทางชุมชนเอง ได้ปรึกษาและขอคำชี้แนะจากหน่วยงานราชการเพื่อขอจัดกิจกรรมวันเด็กเช่นทุกปีขึ้น

ทนงศักดิ์ นรดี กำนันตำบลกู่ / ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้านตำบลกู่ เล่าให้ฟังว่า “ปีนี้มีลูกหลานเยาวชนเราได้ประชุมและขอจัดกิจกรรมวันเด็กขึ้น จึงได้ปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงระเบียบวิธีการจัด จึงได้ตกลงกำหนดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2564 โดยต้องช่วยกันรักษาระเบียบการป้องกันตามที่ทางราชการกำหนดไว้ โดยมีภาคีเครือข่ายทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่รวมถึงหน่วยงานการศึกษาในเขตใกล้เคียงและมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษและฝ่ายปกครองต่างให้ความสำคัญมาร่วมกิจกรรมและคอยแนะนำอย่างใกล้คิดด้วย เป็นความอบอุ่นมาก


นิตยา จำปาจีน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัวตาคง อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า “ปีนี้เป็นอีกปีที่พิเศษ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เราได้ร่วมกิจกรรมกันแบบระมัดระวังและคอยป้องกันรวมถึงเป็นการเรียนรู้สำหรับนักเรียนไปในด้วย โดยทางโรงเรียนเราได้มีการแสดงมาร่วมนำเสนอร่วมกับโรงเรียนบ้านกู่ โรงเรียนบ้านไฮน้อย และโรงเรียนบ้านหนองบัวตาคง รวมถึงมีเด็ก ๆ เยาวชนมาร่วมกิจกรรมอย่างมากมาย โดยมีการสำรวจวัดไข้ และมีการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์สำรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนด้วย

กิจกรรมดังกล่าวนี้ ได้รับเกียรติจากท่านนายอำเภอปรางค์กู่ ท่านเทเวศน์ มีศรี มาเป็นประธานเปิดและกล่าวพบปะ แนะนำสิ่งที่ควรรู้และควรปฏิบัติในสถานการณ์เช่นนี้กับผู้ร่วมกิจกรรมทุกคน

อีกทั้ง ในวันเด็กของปีนี้มีความพิเศษยิ่งคือได้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนทั้งสามโรงเรียนจำนวน 40 ทุนและมอบคอมพิวเตอร์อีกจำนวน 5 เครื่อง โดยมอบให้กับโรงเรียนบ้านกู่ 1 เครื่อง โรงเรียนบ้านหนองบัวตาคง 1 เครื่อง โรงเรียนบ้านไฮน้อย 1 เครื่อง วัดบ้านกู่ 1 เครื่องและมอบให้กับคณะกรรมการตำบลกู่ 1 เครื่องเพื่อนำไปใช้ประโยชน์


อัญมณี แก้วละมุล แกนนำเยาวชนบ้านกู่ กล่าวว่า ดีใจมากที่เห็นน้อง ๆ พี่ ๆ ออกมาร่วมกิจกรรมกันมากมาย ได้สนุก ได้กิน ได้อิ่ม ได้เห็นความสามารถของทุก ๆ คน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว ก็อยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ตลอดไป อย่างน้อย ๆ ก็ได้พัฒนาตัวเราเองและพัฒนาน้อง ๆ ให้ได้แสดงออกเพื่อบ้านของเราด้วย แม้ภายใต้สถานการณ์ที่พิเศษแบบนี้เราได้รับความอบอุ่นจากผู้มีใจบุญที่มีส่วนร่วมส่งขนมส่งเงินมาช่วยอย่างมากมายเลย

แม้เหตุการณ์จะพิเศษของบ้านเมือง แต่การจัดการทั้งหมดคณะผู้จัดงานก็ได้กำหนดจัดตามระเบียบที่ทางกฎหมายหรือผู้นำได้แนะนำมาอย่างเสมอมา โดยจัดเพียงแค่ 2 ชม. แต่เป็นเวลาที่จำกัดและเต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างนี่

นี่ล่ะ บ้านของเราวันนี้ ที่ศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้านตำบลกู่ ที่มีอะไรมากมายให้ทุกคนมาเยี่ยมชม

.



เรื่อง / ภาพ ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ 










วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563

มันมีชีวิตเศรษฐกิจบนผืนดิน | Hug House [สุขนี้ที่บ้านเรา] มีคลิป

 


ชาวศรีสะเกษส่วนใหญ่ คือเกษตรกร ทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป การทำนาก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย จากเคยใช้แรงงานสัตว์ในการเกษตรมาสู่ยุคใช้เครื่องจักรกลแทบทั้งสิ้น ผู้คนเองจึงกลายเป็นคนทำนาแบบง่าย ๆ  ใช้เงินในการจ้างเป็นส่วนใหญ่ น้อยนักจักเห็นการทำนาแบบอดีตที่ใช้สัตว์เลี้ยงหรือทำนาแบบพิถีพิถันนักแล้ว และชาวนาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นการทำนาปีเป็นหลัก คือทำนาปีละหนึ่งครั้ง เมื่อเสร็จจากการเก็บเกี่ยวแล้ว ก็ปล่อยพื้นที่ว่างเปล่า

ที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนชาวกวย,กูยเป็นหลัก เมื่อเสร็จหน้าเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวแล้ว มีการซื้อต้นมันสำปะหลังจากพื้นที่อื่นมาทำการตัดและปลูกในแปลงนาที่เก็บเกี่ยวข้าวออกแล้ว เรียกว่า “มันปรัง” หรือ “มันนา” ที่ใช้พื้นที่แปลงนาข้าวเป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในระยะเวลาหน้าแล้ง และใช้เวลาในการปลูกมันระยะสั้น ๆ เพียง 6-7 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มิถุนายน ถึงมีการตัดและถอนเพื่อขายแล้วหว่านข้าวต่อไป


กุหลาบ สุดสังข์ อายุ 60 ปี ชาวกูยบ้านตาตา เล่าเป็นภาษาถิ่นได้ใจความว่า “เพราะบ้านเราทำนาปี และหลายปีที่ผ่านมานี้ แล้งหนักมาก ข้าวที่หว่านไปก็ไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร เลยมีการหันมาปลูกมันสำปะหลังในช่วงหน้าแล้งหลังเกี่ยวข้าวออกจากนาเสร็จ ก็พอได้มีเงินจากขายมันสำปะหลังนี่ล่ะ ซื้อปุ๋ยบำรุงดินในการทำนาต่อไปได้ และชาวบ้านเราก็ทำแบบนี้มาน่าจะเป็นสิบปีแล้ว”

เช่นเดียวกับสมสมัย โล่ห์ป้อง อายุ 44 ปี ชาวกูยบ้านตาตา กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้ชาวบ้านเรา ส่วนมากจะนิยมปลูกมันสำปะหลังกันทั้งนั้น เพราะไม่รู้จะทำอะไร อย่างเช่นวันนี้มารับจ้างในการตัดต้นมันสำปะหลังเป็นท่อน ๆ เพื่อเตรียมจะนำไปปลูก โดยรับจ้างเป็นรายวัน ๆ ละ 220 บาท โดยเหมือนทำงานโรงงานหรือบริษัทเหมือนกันคือ เริ่มงานตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ทำไปเรื่อย ๆ มากินข้าวที่บ้านเจ้าของเขาด้วยเลย ซึ่งการรับจ้างแบบนี้มีพี่น้องติดต่อไว้หลายคนแล้ว พอเสร็จจากรับจ้างช่วยคนนี้ ก็จะไปของอีกคน แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นเรื่องดีมากพอได้มีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนเราไปด้วย”


ซึ่งมันสำปะหลังที่ชาวบ้านตำบลโพธิ์กระสังข์นิยมนำมาปลูกนั้น ต้องมีการไปเหมาซื้อต้นมันสำปะหลังจากพื้นที่สูงบนภูเขาอย่างพื้นที่ตำบลห้วยจันทร์ อำเภอขุนหาญ หรือพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ที่มีการปลูกเป็นจำนวนมาก แล้วจ้างคนงานไปตัดและขนมาส่งที่บ้านเป็นทอด ๆ

มันสำปะหลังนี้ มีหลายสายพันธุ์ สำหรับชาวตำบลโพธิ์กระสังข์นั้นใช้ได้ทุกสายพันธุ์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องการน้ำน้อย เหมาะกับดินทรายเป็นหลัก และในขณะเดียวกันพืชชนิดนี้ก็เป็นการทำลายสภาพดินไปไม่น้อย ทำให้เกษตรกรที่ปลูกต้องบำรุงสภาพดินด้วยปุ๋ยเคมีปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ไปในตัวด้วย เพื่อให้ได้ผลผลิตดี รวมไปถึงการใช้ยากำจัดหญ้าและยาบำรุงต่าง ๆ ที่คิดว่าจะสามารถทำให้มันสำปะหลังของตัวเองได้มีผลผลิตที่ดีในแต่ละรอบปีนั้น ๆ


แม้ว่าชาวบ้านจะมีการปลูกมันสำปะหลังกันอย่างกว้างขวางในช่วงฤดูแล้งในแปลงนาข้าว และมองว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่พอจะหล่อเลี้ยงและเป็นเศรษฐกิจของครอบครัวไปแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน พร้อมกันนี้ก็ต้องบำรุงสภาพผิวดินในแปลงนาข้าวอย่างมาก ได้แต่หวังว่าพืชเศรษฐกิจชนิดนี้จะได้มีราคาดี ๆ ให้สมกับที่เกษตรกรหวังและลงทุนลงแรงไป

นี่คือเรื่องราวของมัน(สำปะหลัง)ที่มีชีวิต อันเป็นเศรษฐกิจบนผืนดินที่ชาวนาคาดหวังไว้

 

เรื่อง / ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์






วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563

มือถือสื่อสร้างสรรค์ที่ทุ่งเทิน’กันทรารมย์ | Hug House [สุขนี้ที่บ้านเรา]


 การเรียนการสอนโดยหลักคือการนำเอาวิชาการมาสู่ห้องเรียน โดยมีครูเป็นผู้นำวิชาการเหล่านั้นนำมาเสนอบอกกล่าวเล่าสู่ยังนักเรียนนักศึกษา นี่คือภาพจำที่เราคุ้นชิ้นว่าคือ รูปแบบการเรียนการสอนที่ผ่านมา แต่จะมีสักกี่มากน้อยที่แหวกกรอบการเรียนรู้ที่เอาสิ่งที่จำเป็นและอยู่กับยุคสมัยมาส่งต่อนักเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

โรงเรียนบ้านเทิน ต.บัวน้อย อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ คือโรงเรียนเล็ก ๆ ที่อยู่ในชุมชนบ้านเทิน เป็นโรงเรียนขยายโอกาส คือเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีนักเรียนจำนวน 66 คน (ข้อมูลเมื่อ 18 กรกฎาคม 2563) แต่รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่นี่อาจจะคล้ายกับพื้นที่อื่นบ้าง แต่มีการประสานความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายจากภายนอกอย่าง มพด. หรือมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มาร่วมออกแบบจัดการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลายและสามารถใช้ได้จริง ที่ไม่ได้เน้นเฉพาะหลักวิชาการอย่างเดียว


ที่ผ่านมาโรงเรียนบ้านเทินได้มีความโดดเด่นหลากหลายด้าน โดยเฉพาะการหยิบเอาอาชีพหลักของผู้ปกครองมาเป็นวิชาการเรียนการสอน คือ วิชาบะหมี่เกี๊ยว มาเป็นหลักสูตรในโรงเรียน มีการเรียนการสอนและลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้วิธีการเรียนแบบลงมือศึกษาทั้งที่มาของบะหมี่ สู่การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติและศึกษาต่อยอดไปถึงการใช้สีจากวัตถุดิบธรรมชาติมาปรับเปลี่ยนสีของเส้นบะหมี่ และที่สำคัญคือสามารถต่อยอดให้กับนักเรียนได้เป็นตัวแทนนำบะหมี่ของโรงเรียนออกขายจำหน่ายตามกิจกรรม โครงการต่าง ๆ สร้างรายได้ให้กับนักเรียนและโรงเรียนอีกทางหนึ่งด้วย


นอกจากวิชาอาชีพที่โดดเด่นแล้ว โรงเรียนบ้านเทินเองได้มีการให้ความสำคัญกับทักษะจากเทคโนโลยีใหม่อย่างมือถือ โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากมือถือหรือ smartphone ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีการจัดอบรมให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านเทินและเครือข่าย CEO ฟากมูลกันทรารมย์ รวมไปถึงเครือข่ายต่างโรงเรียนมาร่วมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

และก่อนปิดภาคเรียนที่ 1 / 2563 ที่ผ่านมานั้น โรงเรียนบ้านเทินเองได้จัดกิจกรรมที่ชื่อว่า “เวทีพัฒนาแนวคิดเครือข่ายและถอดบทเรียนกระบวนการนวัตกรรมการศึกษาเพื่อสร้างสุขภาวะเด็กเยาวชน” เป็นรูปแบบกิจกรรมนิทรรศการเครือข่ายโรงเรียนบ้านขาม บ้านละทาย บ้านบัวน้อยโนนปอ บ้านกอกหัวนา บ้านหนองน้ำเต้าโนนสวน บ้านพันลำ บ้านหนองพะแนงและโรงเรียนบ้านแวงโนนเปือยหนองสูงมาร่วมด้วย ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมของครั้งนี้ ได้มีการให้ความสำคัญกับนักเรียนโดยมีการสรุปและถอดบทเรียนกระบวนการนวัตกรรมการศึกษาในด้านการใช้สื่อมือถือด้วย โดยเป็นการเติมความรู้ พัฒนาแนวคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนผู้เข้าร่วมครั้งนี้ และบรรยากาศเป็นกันเองด้วยความสนุกสนานและเกิดทักษะเพิ่มเติม จากที่เคยอบรมมาแล้วและสามารถสร้างนักสื่อสารพลเมืองที่ได้ใช้สื่อมือถือให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ด้วย

 

เรื่อง / ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์






วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สายบุญ...กวย ข้ามพร้อมแดนสู่ ‘มหาปราสาทนคร’ ยล “ศิลปะขอม” ก้องโลก


       สายบุญ...กวย ข้ามพรมแดน สู่ ‘มหาปราสาทนคร’ ยล “ศิลปะขอม” ก้องโลก

 

       ทันทีที่ได้รับการบอกให้ร่วมสายบุญเพื่อทอดผ้าป่าถวายยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา พลันนึกถึงความใฝ่ฝันที่อยากจะสัมผัสเมืองแห่งอารยธรรมมหาปราสาทสถาปัตยกรรมในอดีตขึ้นมาทันที


       ภาพถ่ายและสารคดีต่าง ๆ  เกี่ยวกับมหาปราสาทแห่งนี้ ภาพการบอกเล่าว่า “เขมร” ก็เหมือนบ้านเราเมื่อ ๓๐ ปีก่อนในความเป็นวิถี จินตนาการภาพจากคำบอกเล่าเหล่านั้นชวนให้ใหลหลงไม่น้อย พยายามนึกตามความคิดจากวิถีของชนชาวลาว (ส.ป.ป.ลาว) ว่า คงไม่แตกต่างกันเป็นแน่

       แต่กระนั้น ภาพดังกล่าวรอการพิสูจน์จากการเดินทางในครั้งนี้ !!!

       ‘นครวัด นครธม’ มหาปราสาทติด ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ใกล้บ้านเราเพียงเท่านั้น ไม่กี่อึดใจ .. ก็คงได้สัมผัส

       ตั้งคำถามจากความรู้อันน้อยนิดของตัวเองว่า “อะไร” หรือคือ “เขมร..กัมพูชา”  แล้วเราอยากจะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเดินทางครั้งนี้

       ‘การได้เหยียบอีกแผ่นดินหนึ่ง จะเป็นเช่นไร..!’


เขามีอะไรดี อดีตนายกทักษิณของไทย ถึงได้เป็นใหญ่ในแดนดินนี้....ง่ายจัง’

ภาษาเขมร..กัมพูชา กับเขมรท้องถิ่นไทย จะแตกต่างกันสักเพียงไหน’

ความอลังการแห่งชื่อของคำว่า “นครวัด นครธม”…’

อาหารการกิน อาคารบ้านช่อง การเดินทาง วิถีชีวิต ..... ฯลฯ’

...เหล่านี้ ถั่งโถมเข้าในให้เก็บเป็นข้อมูลเบื้องต้นไว้กับความปลื้มยินดีที่จะสัมผัสเรียนรู้อีกประเทศหนึ่งใกล้บ้านเราเท่านั้น หลังจากที่ได้ยินผู้สูงอายุราวสัก ๗๕ ปี กล่าวว่า “เคยนำสินค้าจากไทยเรา เช่น พริก เกลือ ปลาทูเค็ม ยาเส้น(ยาสูบฝานเป็นเส้นๆ มวนเป็นบุหรี่สำหรับสูบ) แลกปลาร้าจากฝั่งกัมพูชา โดยการหาบสิ่งเหล่านั้นใส่ตะกร้าไปทางฝั่งเทือกเขาพนมดงแร็ก ทาง ต.กันทรอม อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ลงเขาลูกแล้วลูกเล่า”


หกโมงเช้าของวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗ คือกำหนดแรกที่ได้นัดหมายการเคลื่อนสายบุญมุ่งสู่กัมพูชาผ่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษเรา

ล่วงกำหนดกาลไปชั่วโมงกว่าๆ

       ... รถบัส ๑ คัน รถตู้ ๑ คันและรถกระบะบรรทุกสัมภาระอีก ๑ คัน รวมเป็น ๓ คันกับผู้โดยสาร ๗๐ ชีวิตมุ่งตรงจุดหมายแรกโดยถนนหมายเลข ๒๔ มุ่งไปแยกละลมแล้วเลี้ยวซ้ายตรงไป ซึ่งมีป้ายบอกตลอดเส้นทางสู่ด่านดังกล่าว

       หนึ่งชั่วโมงกับยี่สิบนาที ที่หมายที่วางไว้ก็มาถึง โดยผ่านหลายๆหมู่บ้าน หลายๆตำบล รวมถึงผ่านวัดไพรพัฒนา อันเป็นอารามที่พำนักของหลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน เกจิชื่อดังอีกสานใต้


       เข้าติดต่อประสานงานเกี่ยวกับเอกสารผ่านแดนของคณะ โดยรวบรวมบัตรประจำตัวประชาชนไว้ ในขณะที่รอเจ้าหน้าที่ดำเนินการ คณะสายบุญก็ได้พักรับประทานอาหาร พร้อมกันนั้นก็ได้จ้างเด็ก ๆ ชาวกัมพูชาขนของสัมภาระที่จะทอดถวายนั้นขึ้นรถเข็นที่ทำกับไม้ ข้ามไปฝั่งกัมพูชาในราคา ๗๐๐ บาท

       ๐๙.๓๐ น.  เอกสารผ่านแดนแบบชั่วคราว (Border Passport) เสร็จเรียบร้อยแล้วกับค่าบริการคนละ ๕๐ บาท ก็ข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาใน ๑๐๐ เมตรข้างหน้า คือ ช่องจวม เพื่อตรวจสอบเอกสารอีกหน ณ ด่านนี้ เราคนไทยเสียอีกคนละ ๒๐๐ บาทที่เราจะเสียให้เป็นค่าเหยียบแผ่นดินกัมพูชา


       ช่วงเช้าถึงสายๆของทุกวัน จะมีรถเข็นที่มีชาวกัมพูชาอาสาขนสัมภาระนักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยไปอีกฝั่ง และจะลากของใช้สอย หรือพืชผักต่าง ๆ จากฝั่งกัมพูชามาขายฝั่งไทย เป็นภาพที่เรียกรอยยิ้มกับผู้สัญจรหน้าใหม่ไม่น้อยทีเดียวกับการต่อสู้เพื่อแลกกับเงินตรา

       ตรงข้ามป้อมตรวจคนเข้าเมืองฝั่งกัมพูชา เป็นตลาดเช้า ซึ่งมีผัก ผลไม้ ของป่ามากมายวางเรียงรายกันเป็นทิวแถว รอคนฝั่งไทยมาเหมาไปขายฝั่งช่องสะงำต่อไป

       เบื้องหน้านั้นประมาณ ๕๐๐ เมตรเป็นบ่อนกาสิโนหรูที่เปิดรองรับนักท่องเที่ยวเข้ามาอุดหนุน ซึ่งส่วนมากแล้วก็คือคนไทยนี่เอง

       ณ จุดแห่งนี้ เรียกว่า “ช่องจวม” คือ ด่านตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชา ตั้งอยู่ อ.อันลองเวง (Anlong veng) จ.อุดรมีชัย


       ๕๙ คน กับ ๑๑ รูป ถือว่ามากพอสมควรสำหรับคณะสายบุญเรา รวมถึงสัมภาระอีกจำนวนหนึ่งอีก จึงได้ว่าจ้างเหมารถตู้ ๓ คัน รถเก๋งอีก ๓ คัน สนนราคาเหมารวม ๒๐,๐๐๐ บาท แต่กระนั้นก็ได้เห็นภาพแห่งการเดินทางของคณะเราแบบกัมพูชาที่เปิดประทุนท้ายรถตู้ให้นั่งแบบสบายๆ สำหรับผู้ที่นั่งภายในก็เบียดอัดกันเป็นปลากระป๋อง

       รถเก๋ง TOYOTA CAMRY จุผู้โดยสาร ๗ คน/คัน แล้วแต่ละคนหนัก ๖๕ กิโลกรัมขึ้นทั้งสิ้น

คำบอกเล่าที่ว่า “กัมพูชา ล้าหลังเราประมาณ ๓๐ ปี ในเรื่องถนนหนทาง บ้านเรือน วิถีชีวิต” เริ่มเปิดการเรียนรู้ให้เราได้เห็นตั้งแต่ข้ามมาฝั่งกัมพูชาและเรียนรู้ตลอดไหล่ทางแล้ว

       ถนนหมายเลข ๖๗ จากช่องจวมของอันลองเวง มุ่งสู่ตัวเมืองเสียมราฐ แดนดินอันลือชื่อก้องโลก “มหาปราสาทนคร” นาม “นครวัด นครธม” หนึ่งใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งชาวกัมพูชาเรียกเสียมราฐว่า “เสียมเรียบ” ระยะทาง ๑๓๕ กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง

       พลขับชาวกัมพูชาเปิดประตูรถเก๋งฝั่งซ้าย แล้วขับเล่นเลนขวาของถนน เหมือนการเดินทางใน ส.ป.ป.ลาว ทำให้ผู้ร่วมเดินทางสับสนไม่น้อยทีเดียวในระยะแรก


       จากช่องจวมของกัมพูชา รถวิ่งลงจากภูเขาพนมดงแร็กไปเรื่อย

อันลองเวง’ คือ ฐานที่มั่นสุดท้ายของนายพอลพต และนายพลตา ม็อค อดีตผู้นำเขมรแดง โดยทั้งคู่ถูกฝังอยู่เมืองแห่งนี้ โดยนายพอลพต ถูกฝังแถวช่องจวม ติดชายแดนช่องสะงำของไทย ส่วนนายพลตา ม็อคนั้น ถูกฝังที่วัดสระชุก ต.ตระเปรียงไปร ห่างจากช่องสะงำไปเพียง ๓ กิโลเมตร หรือที่ช่องตา ม็อคนี่เอง

       อาคารบ้านเรือนสองฟากข้างถนนมุ่งตรงสู่เสียมราฐ เป็นบ้านไม้สองชั้นยกสูง ผนังบ้านยังคงเป็นแผ่นไม้กระดาน หลังคามุงด้วยหญ้าคา แต่ที่โดดเด่นเป็นสง่าคือบันไดบ้านจะทอดยาวจากชั้นสองลงมาด้วยสถาปัตยกรรมพื้นบ้านโดยแท้ เสาบ้านยกวางบนตอไม้ซึ่งปรากฏเห็นเช่นเดียวกับบ้านเรือนของ ส.ป.ป.ลาว

ป่าเขาที่สัมผัสได้ว่าน่าจะใช่ ถูกไฟผลาญเหลือเพียงตอบ้าง เหลือแต่ซากไม้บ้าง สภาพไฟกำลังไหม้ก็ยังปรากฏเห็นอยู่ แต่ต้นไม้ใหญ่ระหว่างสองข้างนั้นไม่มีปรากฏให้เห็นนักแล้ว

      มันสำปะหลังที่สับและถูกนำมาตากข้างถนนมีให้เห็นประปราย บ้างก็ได้เก็บใส่กระสอบปุ๋ยวางไว้ข้างถนนเพื่อรอจำหน่าย

       เพลแล้ว รถเก๋ง ๓ คัน แวะจอดยังหมู่บ้านข้างถนนบริเวณบ้าน “แซรโน” เพื่อให้พระคุณเจ้าฉันภัตตาหารก่อนเดินทางต่อ ปล่อยให้รถตู้อีก ๓ คันที่บรรทุกญาติโยมล่วงหน้าไปก่อน

       “ข้าวหอมมะลิ” ของไทยเราดี ๆ นี่เอง เพียงแต่ข้าวที่นี่ขาวและนุ่มเหนียวกลมกล่อม ชาวกวยเราต่างออกปากว่าข้าวถูกปาก กับข้าวก็ง่ายๆมีแกงปลาช่อนและปลาปิ้ง รวมราคาอาหาร ๗ หมื่นกว่าเหรียล

       ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่มีการตั้งซุ้มขายของเรียงรายโดยเฉพาะน้ำตาลสดๆ แต่ละหลังคาก็มีเกวียนจอดเทียบไว้เกือบทุกหลังคาบ้าน และเห็นบ่อบาดาลคันโยกที่มีการผู้โยกวิดน้ำอาบอยู่ หรือไม่ก็มีบ่อน้ำท่อซีเมนต์หน้าบ้านที่เหมือนกับการสร้างสีสัน่ให้กับตัวบ้านไม่น้อยทีเดียว

       เที่ยงครึ่งพอดี รถทุกคนจอดต่อแถวกันทางด้านขวามือของถนน ตรงข้ามนั้นเป็นตลาดเสียมราฐ รถมอไซค์ที่ต่อพ่วงบรรทุกผู้โดยสารเหมือนสามล้อบ้านเราเกลื่อนถนนสลับกับรถจักรยานบ้าง รถเข็นของขายบ้าง รถตู้ รถเก๋ง วิ่งกันตามเลนแต่เหมือนจะยุ่งเหยิงไปหมด เนื่องจากว่าไม่มีไฟแดงนั่นเอง

เดินเข้าไปในตัวตลาดเพื่อพักผ่อน เป็นบ้านปูนสามชั้น คณะสายบุญเราก็เดินเลาะข้างๆตัวบ้านไปมีบันไดขึ้นไปต่อยังชั้นดาดฟ้าคือชั้นสาม สภาพบันไดก็ชันและแคบมาก ชั้นสามมีลมพัดมาบ้าง ทำให้ผ่อนคลายความอบอ้าวได้ไม่น้อยทีเดียว

    


   ระหว่างนี้ ได้มีการปรึกษาหารือ ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง ก่อนที่จะมีมติสรุปลงว่า พักผ่อนก่อนสักพัก เก็บอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นไว้ที่นี่ก่อน จะได้เดินทางไปต่อยังมหาปราสาทก้องชื่อ

๑๐ นาทีให้หลังจากที่ได้เดินทางออกจากที่พัก ก็มาหยุดที่จุดซื้อตั๋วหรือทำบัตรเข้าชม “นครวัด นครธม” แต่เรามากันคณะใหญ่ ด้วยว่าเป็นชาวต่างชาติการเข้าชมจึงมีเกณฑ์/คนดังนี้ “ ๑ วัน = ๒๐ ดอลลาร์, ๓ วัน = ๔๐ ดอลลาร์และ ๗ วัน = ๖๐ ดอลลาร์ ” (๑ ดอลลาร์ = ๓๔ บาทโดยประมาณ)

       คณะเราจึงขอนั่งรถผ่านๆ ยลรอบปราสาทไปพลางๆก่อนหล่ะกัน พบเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวปั่นจักรยานเป็นกลุ่ม ข้างถนนมีต้นยางนาต้นใหญ่เป็นทิวแถวสวยงามร่มรื่นนัก

       รถตู้พาเราชมเลียบเลาะมาเรื่อย ๆ เจอแม่น้ำอยู่รอบตัวกำแพงปราการ ผู้คนบ้างนั่งเล่นขอบถนนตรงข้ามกับแม่น้ำและกำแพง บ้างจับกลุ่มนั่งกินข้าวกัน บ้างกุลีกุจอมุ่งหน้าไปยังทางเข้าปราสาท

       เด็ก ๆ กระโดดลงแม่น้ำดังกล่าวในมุมที่ไม่ลึกนักอย่างสนุกสนาน เหมือนไม่สนใจใยดีต่อนักท่องเที่ยวผู้มาแต่แดนไกลแม้แต่น้อยเลย

       ความอลังการจากภาพที่เห็นเป็นมหาปราสาทหลายๆปราสาท เรียงแถว สลับกันไป รู้ได้ทันทีว่าแต่ละปราสาทนั้นอยู่ใกล้หรือไกลกันจากสิ่งที่เห็นด้วยตา

       “ตรงนี้แน่เลย นครวัด นครธม” ความตื่นตาจากความรู้สึกแวบแรกที่ได้เห็น มือก็พลันกดชัตเตอร์ผ่านม่านกระจกของรถตู้ไม่ยอมหยุด ภาพชัดบ้าง บังบ้าง เบลอบ้างก็ช่างประไร กดไว้ก่อน แล้วค่อยมาเลือกดูภายหลัง

พลขับ นำพวกเรามาหยุดหน้าสะพานหินขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปยังตัวปราสาทต่าง ๆ ที่ถูกกั้นด้วยกำแพงอีกชั้นหนึ่ง ระหว่างนั้นเป็นแม่น้ำกั้นกลางระหว่างถนนรถวิ่งและตัวปราสาทที่มองด้วยสายตาเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นแน่ พร้อมพูดเป็นภาษาถิ่นว่า “อังกอร์ วัด”

       ทั้งสองข้างแห่งสะพานหินนั้น ปรากฏศิลาปั้นเป็นรูปนาคราช ๗ หัว ชูคอแผ่เบี้ย ลำคอมีรูปวงกลมคล้ายธรรมจักรหันหน้ามาต้อนรับผู้มาเยือนทั้ง ๒ ข้างซ้ายขวา และข้างๆ ไม่ห่างกันนักมีราชสีห์ ๒ ตัวหันข้างให้กับนาคราช

       ความตื่นตาในความอลังการของภาพที่เห็นยิ่งตอกย้ำความอิ่มเอมใจยิ่งนัก ปราสาทน้อยใหญ่ เรียงรายด้านหลังสลับกับแฉกใบจากต้นตาลที่เคียงข้าง ทำให้สัมผัสได้ถึงความมโหฬารใสสิ่งที่ได้ยล

เพียงศิลาแลงแท่งทึบก้อนแล้วก่อนเล่า สลักเป็นลายต่าง ๆ วางก่อกันขึ้นจนเป็นรูปเป็นร่างเป็นลายอลังการยิ่งนักเกินคำบรรยาย

       “สะพานที่เห็นมีผู้คนเดินเข้าและออก สู้กับแดดที่แผดจ้าเพื่อแลกกับความงามแห่งมหาปราสาท... ร้อนเพียงใดผู้ใคร่ชมก็มิบ่นว่าเหนื่อยเหน็ด”

       ได้เพียงเก็บภาพบันทึกไว้ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้ยกมือประนมเหนือเศียรอธิฐานในใจว่า “จักขอมาเยือนอีกหน” ก่อนขึ้นรถไปตามถนนอันร่มรื่นจากไม้ยางนาใหญ่ที่ปกคลุมแสงไว้แดดไว้ตลอดเส้นทาง

      

หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลา ๔ โมงเย็น รถนำคณะเรามาหยุดอีกหนใต้ร่มเงาต้นยางนาขนาดใหญ่ราว ๓ คนโอบ ข้างหน้าเป็นร้านค้าจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของกัมพูชาและมีลานแสดงช้างเป็นเบื้องหลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเรียกให้รถเราหยุดแล้วพูดคุยกับพลขับโดยที่เราไม่ได้สนใจอะไร แอบหลบเดินไปเล่นๆ กดชัตเตอร์ไปพลางๆ และเห็นคล้ายประตูโขงเข้าสู่วัดแต่อลังการมากเลย สิ่งนี้นี่เองที่เขาเรียกกันว่า ประตูสู่นครหลวง “เมืองนครธม” และไม่รีรอที่จะตั้งกล้องก่อนจะวิ่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพถ่ายแห่งประวัติศาสตร์ตัวเองโดยมีสิ่งอลังการประตูนั้นเป็นฉากหลัง

       ไม่ถึงสิบนาที คณะของเราก็ถูกเรียกขึ้นรถในรูปแบบเร่งรีบ มารู้ตอนหลังว่าเราโดนไล่....!!!

แต่ก็ไม่รีรอที่จะเก็บภาพต้นดอกและใบแห่งยางนาจากกัมพูชาไว้ด้วย

       เราปรับตัวให้กลายเป็นปลากระป๋องอีกหนบนรถตู้คันเดิม มุ่งหน้าไปตามถนนลูกรังผ่านสนามบินเสียมราฐของกัมพูชา สองข้างถนนเป็นทุ่งนากว้างสลับกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัย มีไม้ใหญ่อุดมสมบูรณ์ประกอบกับสองข้างถนนที่ทอดไปเบื้องหน้าเป็นคูน้ำตลอดสาย

       ห้าโมงเย็นพอดี กับทะเลสาบอันเวิ้งใหญ่ ที่นี่คือ “บารายตะวันตก” เป็นสถานที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยวและชาวกัมพูชาเอง เห็นภาพหนุ่มสาวกระโดดโลดเต้น หยอกเย้าจับกันโยนกันลงจากเรืออย่างสนุกสนาน อีกทั้งเป็นมุมที่มองจากประสาทพนมบาแคง ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ๗๐ เมตร ห่างจากนครวัดเพียง ๑.๗ กิโลเมตรมองลงมายังที่แห่งนี้ที่มีพระอาทิตย์อัศดงค์ในยามเย็น

       และแล้ว “อาทิตย์ก็อัสดงค์” ในมือเราที่บารายแห่งนี้

       พอได้เวลาก็เคลื่อนพลกลับที่เราพำนักเดิม ซึ่งญาติโยมชาวกัมพูชาต้อนรับเราด้วยอาการพื้นถิ่นง่ายๆ และได้กำหนดนัดหมายในวันพรุ่งนี้ตั้งกองผ้าป่าที่แห่งนี้ โดยได้นัดหมายนิมนต์สมภารท่านมารับที่นี่ ซึ่งเราจะไม่ต้องเดินทางไกลไปถวายยังวัดที่อยู่ห่างจากที่นี่อีกร่วม ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร รวมถึงพื้นที่ที่จะไปนั้นเป็นป่าเป็นเขา ถนนหนทางไม่สะดวกเลย

       ดาดฟ้าชั้นสามที่ว่าสูง ยุงยังสามารถบินมาเยี่ยมยามได้ถึงที่...ในยามค่ำคืน นับถือยิ่ง..!!! แต่ราตรีนี้ไม่นานนัก..สำหรับเรา

...... .......

       เสียงเพรียกแห่งกาลเวลาย้ำเรียกคณะให้ตื่นเป็ดเสียงไก่ขันไม่แตกต่างจากบ้านเราเลยแม้นแต่น้อยในเวลา ตีห้าโดยประมาณ

       ชำระร่างกายแล้ว ชวนคณะสอง-สามคนออกมาสัมผัสบรรยากาศรับอรุณกับตลาดเสียมเรียบแห่งกัมพูชา มองหากาแฟร้อนๆสักร้าน ยังไม่เจอเลย

       ผู้คนกัมพูชาต่างนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกันอย่างหนาตาและพลุกพล่านเช่นตลาดในยามเช้าของไทย

       ๐๖.๕๕ น. ทำพิธีทอดถวายระฆัง ฆ้อง รวมถึงเครื่องใช้สอยต่าง ๆ เช่น ฟูก หมอน และอื่น ๆ อีกระดับหนึ่ง ก่อนถวายภัตตาหารเช้าและร่วมกันรับประทานอาหารร่วมกันแบบบ้านๆ

       แต่ก่อนจะล่ำลาเจ้าบ้านเพื่อกลับมาตุภูมินั้น คณะเราก็ได้รวบรวมจตุปัจจัยอีกรอบหนึ่งเพื่อมอบเป็นค่าน้ำใจต่าง ๆ ให้กับเจ้าบ้านด้วย

       สามโมงเช้า รถตู้ ๔ คัน กับรถเก๋ง ๑ คันที่เราติดต่อเช่าเพื่อกลับช่องสะงำก็มารับเราตามกำหนด

ระหว่างทางกลับนั้น ก็เก็บภาพผ่านกระจกรถตู้ตลอดเส้นทางตามเคย

       “เด็กนักเรียนชาวกัมพูชา” ในชุดนักเรียนปั่นจักรยานกลับบ้านตามไหล่ทางในยามก่อนเที่ยงเป็นเวลาเลิกเรียนสำหรับพวกเขา

       ๑๑.๔๕ น. รถตู้เปิดประตูหน้าทางเข้าของบ่อนกาสิโนฝั่งช่องจวม อ.อันลองเวง จ.อุดรมีชัย ส่งพวกเราสู่แดนดินถิ่นเกิดอีกหน

       ก้าวข้ามเหยียบแผ่นดินไทยอย่างสวัสดิภาพ

       หันหลังกลับไปมองอันลองเวงอีกหน

       “ลาก่อน..! สำหรับสายบุญครั้งนี้ ... โอกาสหน้า จะมาเยือนอีกหน....!!!”

 

  tags : #ช่องสะงำ, ศรีสะเกษ, นครแห่งมหาปราสาท, นครวัด, นครธม,

 

ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

วันที่ ๑๖ – ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ 

ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...