วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สายบุญ...กวย ข้ามพร้อมแดนสู่ ‘มหาปราสาทนคร’ ยล “ศิลปะขอม” ก้องโลก


       สายบุญ...กวย ข้ามพรมแดน สู่ ‘มหาปราสาทนคร’ ยล “ศิลปะขอม” ก้องโลก

 

       ทันทีที่ได้รับการบอกให้ร่วมสายบุญเพื่อทอดผ้าป่าถวายยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา พลันนึกถึงความใฝ่ฝันที่อยากจะสัมผัสเมืองแห่งอารยธรรมมหาปราสาทสถาปัตยกรรมในอดีตขึ้นมาทันที


       ภาพถ่ายและสารคดีต่าง ๆ  เกี่ยวกับมหาปราสาทแห่งนี้ ภาพการบอกเล่าว่า “เขมร” ก็เหมือนบ้านเราเมื่อ ๓๐ ปีก่อนในความเป็นวิถี จินตนาการภาพจากคำบอกเล่าเหล่านั้นชวนให้ใหลหลงไม่น้อย พยายามนึกตามความคิดจากวิถีของชนชาวลาว (ส.ป.ป.ลาว) ว่า คงไม่แตกต่างกันเป็นแน่

       แต่กระนั้น ภาพดังกล่าวรอการพิสูจน์จากการเดินทางในครั้งนี้ !!!

       ‘นครวัด นครธม’ มหาปราสาทติด ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ใกล้บ้านเราเพียงเท่านั้น ไม่กี่อึดใจ .. ก็คงได้สัมผัส

       ตั้งคำถามจากความรู้อันน้อยนิดของตัวเองว่า “อะไร” หรือคือ “เขมร..กัมพูชา”  แล้วเราอยากจะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเดินทางครั้งนี้

       ‘การได้เหยียบอีกแผ่นดินหนึ่ง จะเป็นเช่นไร..!’


เขามีอะไรดี อดีตนายกทักษิณของไทย ถึงได้เป็นใหญ่ในแดนดินนี้....ง่ายจัง’

ภาษาเขมร..กัมพูชา กับเขมรท้องถิ่นไทย จะแตกต่างกันสักเพียงไหน’

ความอลังการแห่งชื่อของคำว่า “นครวัด นครธม”…’

อาหารการกิน อาคารบ้านช่อง การเดินทาง วิถีชีวิต ..... ฯลฯ’

...เหล่านี้ ถั่งโถมเข้าในให้เก็บเป็นข้อมูลเบื้องต้นไว้กับความปลื้มยินดีที่จะสัมผัสเรียนรู้อีกประเทศหนึ่งใกล้บ้านเราเท่านั้น หลังจากที่ได้ยินผู้สูงอายุราวสัก ๗๕ ปี กล่าวว่า “เคยนำสินค้าจากไทยเรา เช่น พริก เกลือ ปลาทูเค็ม ยาเส้น(ยาสูบฝานเป็นเส้นๆ มวนเป็นบุหรี่สำหรับสูบ) แลกปลาร้าจากฝั่งกัมพูชา โดยการหาบสิ่งเหล่านั้นใส่ตะกร้าไปทางฝั่งเทือกเขาพนมดงแร็ก ทาง ต.กันทรอม อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ลงเขาลูกแล้วลูกเล่า”


หกโมงเช้าของวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗ คือกำหนดแรกที่ได้นัดหมายการเคลื่อนสายบุญมุ่งสู่กัมพูชาผ่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษเรา

ล่วงกำหนดกาลไปชั่วโมงกว่าๆ

       ... รถบัส ๑ คัน รถตู้ ๑ คันและรถกระบะบรรทุกสัมภาระอีก ๑ คัน รวมเป็น ๓ คันกับผู้โดยสาร ๗๐ ชีวิตมุ่งตรงจุดหมายแรกโดยถนนหมายเลข ๒๔ มุ่งไปแยกละลมแล้วเลี้ยวซ้ายตรงไป ซึ่งมีป้ายบอกตลอดเส้นทางสู่ด่านดังกล่าว

       หนึ่งชั่วโมงกับยี่สิบนาที ที่หมายที่วางไว้ก็มาถึง โดยผ่านหลายๆหมู่บ้าน หลายๆตำบล รวมถึงผ่านวัดไพรพัฒนา อันเป็นอารามที่พำนักของหลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน เกจิชื่อดังอีกสานใต้


       เข้าติดต่อประสานงานเกี่ยวกับเอกสารผ่านแดนของคณะ โดยรวบรวมบัตรประจำตัวประชาชนไว้ ในขณะที่รอเจ้าหน้าที่ดำเนินการ คณะสายบุญก็ได้พักรับประทานอาหาร พร้อมกันนั้นก็ได้จ้างเด็ก ๆ ชาวกัมพูชาขนของสัมภาระที่จะทอดถวายนั้นขึ้นรถเข็นที่ทำกับไม้ ข้ามไปฝั่งกัมพูชาในราคา ๗๐๐ บาท

       ๐๙.๓๐ น.  เอกสารผ่านแดนแบบชั่วคราว (Border Passport) เสร็จเรียบร้อยแล้วกับค่าบริการคนละ ๕๐ บาท ก็ข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาใน ๑๐๐ เมตรข้างหน้า คือ ช่องจวม เพื่อตรวจสอบเอกสารอีกหน ณ ด่านนี้ เราคนไทยเสียอีกคนละ ๒๐๐ บาทที่เราจะเสียให้เป็นค่าเหยียบแผ่นดินกัมพูชา


       ช่วงเช้าถึงสายๆของทุกวัน จะมีรถเข็นที่มีชาวกัมพูชาอาสาขนสัมภาระนักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยไปอีกฝั่ง และจะลากของใช้สอย หรือพืชผักต่าง ๆ จากฝั่งกัมพูชามาขายฝั่งไทย เป็นภาพที่เรียกรอยยิ้มกับผู้สัญจรหน้าใหม่ไม่น้อยทีเดียวกับการต่อสู้เพื่อแลกกับเงินตรา

       ตรงข้ามป้อมตรวจคนเข้าเมืองฝั่งกัมพูชา เป็นตลาดเช้า ซึ่งมีผัก ผลไม้ ของป่ามากมายวางเรียงรายกันเป็นทิวแถว รอคนฝั่งไทยมาเหมาไปขายฝั่งช่องสะงำต่อไป

       เบื้องหน้านั้นประมาณ ๕๐๐ เมตรเป็นบ่อนกาสิโนหรูที่เปิดรองรับนักท่องเที่ยวเข้ามาอุดหนุน ซึ่งส่วนมากแล้วก็คือคนไทยนี่เอง

       ณ จุดแห่งนี้ เรียกว่า “ช่องจวม” คือ ด่านตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชา ตั้งอยู่ อ.อันลองเวง (Anlong veng) จ.อุดรมีชัย


       ๕๙ คน กับ ๑๑ รูป ถือว่ามากพอสมควรสำหรับคณะสายบุญเรา รวมถึงสัมภาระอีกจำนวนหนึ่งอีก จึงได้ว่าจ้างเหมารถตู้ ๓ คัน รถเก๋งอีก ๓ คัน สนนราคาเหมารวม ๒๐,๐๐๐ บาท แต่กระนั้นก็ได้เห็นภาพแห่งการเดินทางของคณะเราแบบกัมพูชาที่เปิดประทุนท้ายรถตู้ให้นั่งแบบสบายๆ สำหรับผู้ที่นั่งภายในก็เบียดอัดกันเป็นปลากระป๋อง

       รถเก๋ง TOYOTA CAMRY จุผู้โดยสาร ๗ คน/คัน แล้วแต่ละคนหนัก ๖๕ กิโลกรัมขึ้นทั้งสิ้น

คำบอกเล่าที่ว่า “กัมพูชา ล้าหลังเราประมาณ ๓๐ ปี ในเรื่องถนนหนทาง บ้านเรือน วิถีชีวิต” เริ่มเปิดการเรียนรู้ให้เราได้เห็นตั้งแต่ข้ามมาฝั่งกัมพูชาและเรียนรู้ตลอดไหล่ทางแล้ว

       ถนนหมายเลข ๖๗ จากช่องจวมของอันลองเวง มุ่งสู่ตัวเมืองเสียมราฐ แดนดินอันลือชื่อก้องโลก “มหาปราสาทนคร” นาม “นครวัด นครธม” หนึ่งใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งชาวกัมพูชาเรียกเสียมราฐว่า “เสียมเรียบ” ระยะทาง ๑๓๕ กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง

       พลขับชาวกัมพูชาเปิดประตูรถเก๋งฝั่งซ้าย แล้วขับเล่นเลนขวาของถนน เหมือนการเดินทางใน ส.ป.ป.ลาว ทำให้ผู้ร่วมเดินทางสับสนไม่น้อยทีเดียวในระยะแรก


       จากช่องจวมของกัมพูชา รถวิ่งลงจากภูเขาพนมดงแร็กไปเรื่อย

อันลองเวง’ คือ ฐานที่มั่นสุดท้ายของนายพอลพต และนายพลตา ม็อค อดีตผู้นำเขมรแดง โดยทั้งคู่ถูกฝังอยู่เมืองแห่งนี้ โดยนายพอลพต ถูกฝังแถวช่องจวม ติดชายแดนช่องสะงำของไทย ส่วนนายพลตา ม็อคนั้น ถูกฝังที่วัดสระชุก ต.ตระเปรียงไปร ห่างจากช่องสะงำไปเพียง ๓ กิโลเมตร หรือที่ช่องตา ม็อคนี่เอง

       อาคารบ้านเรือนสองฟากข้างถนนมุ่งตรงสู่เสียมราฐ เป็นบ้านไม้สองชั้นยกสูง ผนังบ้านยังคงเป็นแผ่นไม้กระดาน หลังคามุงด้วยหญ้าคา แต่ที่โดดเด่นเป็นสง่าคือบันไดบ้านจะทอดยาวจากชั้นสองลงมาด้วยสถาปัตยกรรมพื้นบ้านโดยแท้ เสาบ้านยกวางบนตอไม้ซึ่งปรากฏเห็นเช่นเดียวกับบ้านเรือนของ ส.ป.ป.ลาว

ป่าเขาที่สัมผัสได้ว่าน่าจะใช่ ถูกไฟผลาญเหลือเพียงตอบ้าง เหลือแต่ซากไม้บ้าง สภาพไฟกำลังไหม้ก็ยังปรากฏเห็นอยู่ แต่ต้นไม้ใหญ่ระหว่างสองข้างนั้นไม่มีปรากฏให้เห็นนักแล้ว

      มันสำปะหลังที่สับและถูกนำมาตากข้างถนนมีให้เห็นประปราย บ้างก็ได้เก็บใส่กระสอบปุ๋ยวางไว้ข้างถนนเพื่อรอจำหน่าย

       เพลแล้ว รถเก๋ง ๓ คัน แวะจอดยังหมู่บ้านข้างถนนบริเวณบ้าน “แซรโน” เพื่อให้พระคุณเจ้าฉันภัตตาหารก่อนเดินทางต่อ ปล่อยให้รถตู้อีก ๓ คันที่บรรทุกญาติโยมล่วงหน้าไปก่อน

       “ข้าวหอมมะลิ” ของไทยเราดี ๆ นี่เอง เพียงแต่ข้าวที่นี่ขาวและนุ่มเหนียวกลมกล่อม ชาวกวยเราต่างออกปากว่าข้าวถูกปาก กับข้าวก็ง่ายๆมีแกงปลาช่อนและปลาปิ้ง รวมราคาอาหาร ๗ หมื่นกว่าเหรียล

       ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่มีการตั้งซุ้มขายของเรียงรายโดยเฉพาะน้ำตาลสดๆ แต่ละหลังคาก็มีเกวียนจอดเทียบไว้เกือบทุกหลังคาบ้าน และเห็นบ่อบาดาลคันโยกที่มีการผู้โยกวิดน้ำอาบอยู่ หรือไม่ก็มีบ่อน้ำท่อซีเมนต์หน้าบ้านที่เหมือนกับการสร้างสีสัน่ให้กับตัวบ้านไม่น้อยทีเดียว

       เที่ยงครึ่งพอดี รถทุกคนจอดต่อแถวกันทางด้านขวามือของถนน ตรงข้ามนั้นเป็นตลาดเสียมราฐ รถมอไซค์ที่ต่อพ่วงบรรทุกผู้โดยสารเหมือนสามล้อบ้านเราเกลื่อนถนนสลับกับรถจักรยานบ้าง รถเข็นของขายบ้าง รถตู้ รถเก๋ง วิ่งกันตามเลนแต่เหมือนจะยุ่งเหยิงไปหมด เนื่องจากว่าไม่มีไฟแดงนั่นเอง

เดินเข้าไปในตัวตลาดเพื่อพักผ่อน เป็นบ้านปูนสามชั้น คณะสายบุญเราก็เดินเลาะข้างๆตัวบ้านไปมีบันไดขึ้นไปต่อยังชั้นดาดฟ้าคือชั้นสาม สภาพบันไดก็ชันและแคบมาก ชั้นสามมีลมพัดมาบ้าง ทำให้ผ่อนคลายความอบอ้าวได้ไม่น้อยทีเดียว

    


   ระหว่างนี้ ได้มีการปรึกษาหารือ ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง ก่อนที่จะมีมติสรุปลงว่า พักผ่อนก่อนสักพัก เก็บอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นไว้ที่นี่ก่อน จะได้เดินทางไปต่อยังมหาปราสาทก้องชื่อ

๑๐ นาทีให้หลังจากที่ได้เดินทางออกจากที่พัก ก็มาหยุดที่จุดซื้อตั๋วหรือทำบัตรเข้าชม “นครวัด นครธม” แต่เรามากันคณะใหญ่ ด้วยว่าเป็นชาวต่างชาติการเข้าชมจึงมีเกณฑ์/คนดังนี้ “ ๑ วัน = ๒๐ ดอลลาร์, ๓ วัน = ๔๐ ดอลลาร์และ ๗ วัน = ๖๐ ดอลลาร์ ” (๑ ดอลลาร์ = ๓๔ บาทโดยประมาณ)

       คณะเราจึงขอนั่งรถผ่านๆ ยลรอบปราสาทไปพลางๆก่อนหล่ะกัน พบเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวปั่นจักรยานเป็นกลุ่ม ข้างถนนมีต้นยางนาต้นใหญ่เป็นทิวแถวสวยงามร่มรื่นนัก

       รถตู้พาเราชมเลียบเลาะมาเรื่อย ๆ เจอแม่น้ำอยู่รอบตัวกำแพงปราการ ผู้คนบ้างนั่งเล่นขอบถนนตรงข้ามกับแม่น้ำและกำแพง บ้างจับกลุ่มนั่งกินข้าวกัน บ้างกุลีกุจอมุ่งหน้าไปยังทางเข้าปราสาท

       เด็ก ๆ กระโดดลงแม่น้ำดังกล่าวในมุมที่ไม่ลึกนักอย่างสนุกสนาน เหมือนไม่สนใจใยดีต่อนักท่องเที่ยวผู้มาแต่แดนไกลแม้แต่น้อยเลย

       ความอลังการจากภาพที่เห็นเป็นมหาปราสาทหลายๆปราสาท เรียงแถว สลับกันไป รู้ได้ทันทีว่าแต่ละปราสาทนั้นอยู่ใกล้หรือไกลกันจากสิ่งที่เห็นด้วยตา

       “ตรงนี้แน่เลย นครวัด นครธม” ความตื่นตาจากความรู้สึกแวบแรกที่ได้เห็น มือก็พลันกดชัตเตอร์ผ่านม่านกระจกของรถตู้ไม่ยอมหยุด ภาพชัดบ้าง บังบ้าง เบลอบ้างก็ช่างประไร กดไว้ก่อน แล้วค่อยมาเลือกดูภายหลัง

พลขับ นำพวกเรามาหยุดหน้าสะพานหินขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปยังตัวปราสาทต่าง ๆ ที่ถูกกั้นด้วยกำแพงอีกชั้นหนึ่ง ระหว่างนั้นเป็นแม่น้ำกั้นกลางระหว่างถนนรถวิ่งและตัวปราสาทที่มองด้วยสายตาเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นแน่ พร้อมพูดเป็นภาษาถิ่นว่า “อังกอร์ วัด”

       ทั้งสองข้างแห่งสะพานหินนั้น ปรากฏศิลาปั้นเป็นรูปนาคราช ๗ หัว ชูคอแผ่เบี้ย ลำคอมีรูปวงกลมคล้ายธรรมจักรหันหน้ามาต้อนรับผู้มาเยือนทั้ง ๒ ข้างซ้ายขวา และข้างๆ ไม่ห่างกันนักมีราชสีห์ ๒ ตัวหันข้างให้กับนาคราช

       ความตื่นตาในความอลังการของภาพที่เห็นยิ่งตอกย้ำความอิ่มเอมใจยิ่งนัก ปราสาทน้อยใหญ่ เรียงรายด้านหลังสลับกับแฉกใบจากต้นตาลที่เคียงข้าง ทำให้สัมผัสได้ถึงความมโหฬารใสสิ่งที่ได้ยล

เพียงศิลาแลงแท่งทึบก้อนแล้วก่อนเล่า สลักเป็นลายต่าง ๆ วางก่อกันขึ้นจนเป็นรูปเป็นร่างเป็นลายอลังการยิ่งนักเกินคำบรรยาย

       “สะพานที่เห็นมีผู้คนเดินเข้าและออก สู้กับแดดที่แผดจ้าเพื่อแลกกับความงามแห่งมหาปราสาท... ร้อนเพียงใดผู้ใคร่ชมก็มิบ่นว่าเหนื่อยเหน็ด”

       ได้เพียงเก็บภาพบันทึกไว้ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้ยกมือประนมเหนือเศียรอธิฐานในใจว่า “จักขอมาเยือนอีกหน” ก่อนขึ้นรถไปตามถนนอันร่มรื่นจากไม้ยางนาใหญ่ที่ปกคลุมแสงไว้แดดไว้ตลอดเส้นทาง

      

หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลา ๔ โมงเย็น รถนำคณะเรามาหยุดอีกหนใต้ร่มเงาต้นยางนาขนาดใหญ่ราว ๓ คนโอบ ข้างหน้าเป็นร้านค้าจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของกัมพูชาและมีลานแสดงช้างเป็นเบื้องหลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเรียกให้รถเราหยุดแล้วพูดคุยกับพลขับโดยที่เราไม่ได้สนใจอะไร แอบหลบเดินไปเล่นๆ กดชัตเตอร์ไปพลางๆ และเห็นคล้ายประตูโขงเข้าสู่วัดแต่อลังการมากเลย สิ่งนี้นี่เองที่เขาเรียกกันว่า ประตูสู่นครหลวง “เมืองนครธม” และไม่รีรอที่จะตั้งกล้องก่อนจะวิ่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพถ่ายแห่งประวัติศาสตร์ตัวเองโดยมีสิ่งอลังการประตูนั้นเป็นฉากหลัง

       ไม่ถึงสิบนาที คณะของเราก็ถูกเรียกขึ้นรถในรูปแบบเร่งรีบ มารู้ตอนหลังว่าเราโดนไล่....!!!

แต่ก็ไม่รีรอที่จะเก็บภาพต้นดอกและใบแห่งยางนาจากกัมพูชาไว้ด้วย

       เราปรับตัวให้กลายเป็นปลากระป๋องอีกหนบนรถตู้คันเดิม มุ่งหน้าไปตามถนนลูกรังผ่านสนามบินเสียมราฐของกัมพูชา สองข้างถนนเป็นทุ่งนากว้างสลับกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัย มีไม้ใหญ่อุดมสมบูรณ์ประกอบกับสองข้างถนนที่ทอดไปเบื้องหน้าเป็นคูน้ำตลอดสาย

       ห้าโมงเย็นพอดี กับทะเลสาบอันเวิ้งใหญ่ ที่นี่คือ “บารายตะวันตก” เป็นสถานที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยวและชาวกัมพูชาเอง เห็นภาพหนุ่มสาวกระโดดโลดเต้น หยอกเย้าจับกันโยนกันลงจากเรืออย่างสนุกสนาน อีกทั้งเป็นมุมที่มองจากประสาทพนมบาแคง ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ๗๐ เมตร ห่างจากนครวัดเพียง ๑.๗ กิโลเมตรมองลงมายังที่แห่งนี้ที่มีพระอาทิตย์อัศดงค์ในยามเย็น

       และแล้ว “อาทิตย์ก็อัสดงค์” ในมือเราที่บารายแห่งนี้

       พอได้เวลาก็เคลื่อนพลกลับที่เราพำนักเดิม ซึ่งญาติโยมชาวกัมพูชาต้อนรับเราด้วยอาการพื้นถิ่นง่ายๆ และได้กำหนดนัดหมายในวันพรุ่งนี้ตั้งกองผ้าป่าที่แห่งนี้ โดยได้นัดหมายนิมนต์สมภารท่านมารับที่นี่ ซึ่งเราจะไม่ต้องเดินทางไกลไปถวายยังวัดที่อยู่ห่างจากที่นี่อีกร่วม ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร รวมถึงพื้นที่ที่จะไปนั้นเป็นป่าเป็นเขา ถนนหนทางไม่สะดวกเลย

       ดาดฟ้าชั้นสามที่ว่าสูง ยุงยังสามารถบินมาเยี่ยมยามได้ถึงที่...ในยามค่ำคืน นับถือยิ่ง..!!! แต่ราตรีนี้ไม่นานนัก..สำหรับเรา

...... .......

       เสียงเพรียกแห่งกาลเวลาย้ำเรียกคณะให้ตื่นเป็ดเสียงไก่ขันไม่แตกต่างจากบ้านเราเลยแม้นแต่น้อยในเวลา ตีห้าโดยประมาณ

       ชำระร่างกายแล้ว ชวนคณะสอง-สามคนออกมาสัมผัสบรรยากาศรับอรุณกับตลาดเสียมเรียบแห่งกัมพูชา มองหากาแฟร้อนๆสักร้าน ยังไม่เจอเลย

       ผู้คนกัมพูชาต่างนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกันอย่างหนาตาและพลุกพล่านเช่นตลาดในยามเช้าของไทย

       ๐๖.๕๕ น. ทำพิธีทอดถวายระฆัง ฆ้อง รวมถึงเครื่องใช้สอยต่าง ๆ เช่น ฟูก หมอน และอื่น ๆ อีกระดับหนึ่ง ก่อนถวายภัตตาหารเช้าและร่วมกันรับประทานอาหารร่วมกันแบบบ้านๆ

       แต่ก่อนจะล่ำลาเจ้าบ้านเพื่อกลับมาตุภูมินั้น คณะเราก็ได้รวบรวมจตุปัจจัยอีกรอบหนึ่งเพื่อมอบเป็นค่าน้ำใจต่าง ๆ ให้กับเจ้าบ้านด้วย

       สามโมงเช้า รถตู้ ๔ คัน กับรถเก๋ง ๑ คันที่เราติดต่อเช่าเพื่อกลับช่องสะงำก็มารับเราตามกำหนด

ระหว่างทางกลับนั้น ก็เก็บภาพผ่านกระจกรถตู้ตลอดเส้นทางตามเคย

       “เด็กนักเรียนชาวกัมพูชา” ในชุดนักเรียนปั่นจักรยานกลับบ้านตามไหล่ทางในยามก่อนเที่ยงเป็นเวลาเลิกเรียนสำหรับพวกเขา

       ๑๑.๔๕ น. รถตู้เปิดประตูหน้าทางเข้าของบ่อนกาสิโนฝั่งช่องจวม อ.อันลองเวง จ.อุดรมีชัย ส่งพวกเราสู่แดนดินถิ่นเกิดอีกหน

       ก้าวข้ามเหยียบแผ่นดินไทยอย่างสวัสดิภาพ

       หันหลังกลับไปมองอันลองเวงอีกหน

       “ลาก่อน..! สำหรับสายบุญครั้งนี้ ... โอกาสหน้า จะมาเยือนอีกหน....!!!”

 

  tags : #ช่องสะงำ, ศรีสะเกษ, นครแห่งมหาปราสาท, นครวัด, นครธม,

 

ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

วันที่ ๑๖ – ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ 

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ตั้งค่า kinemaster ให้ใช้งานเสถียรที่สุด

 

วิธีตั้งค่าแอปตัดต่อ kinemaster ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 วิธีตั้งค่าแอปตัดต่อ kinemaster ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ


    สวัสดีครับเพื่อนๆวันนี้เราจะมาทำให้แอปตัดต่อkinemasterในมือของเรานั้นทำงานเสถียรและทำงานอย่างไม่ติดขัด การตั้งค่าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญก่อนทำการสร้างโปรเจ็กต์ ตัดต่อวีดิโอ และทำการแชร์ผลงานของเราออกไปสู่โลกโซเชียล....
และขั้นตอนก็ไม่อยากอย่างที่คิดครับ

เริ่มกันเลย!! ขั้นตอนแบบละเอียดดยิบ!!

พอเราเข้าแอป kinemaster ก็จะอยู๋ในหน้าหลักของแอปแล้วใช่ไหมครับ


1.ให้เราไปที่รูป "ฟันเฟือง" ครับเพื่อทำการ setting หรือตั้งงค่า






2.จะมาโผล่ในหน้านี้แล้วจากนั้นก็ให้เราทำการ คลิกไปที่ ข้อมูลและความสามารถของอุปกรณ์






3.จากนั้นให้เราดูที่บนมุมมุมจะมีจุดไข่ปลาสามจุดอยู๋ครับ ให้เราแตะไป1ครั้ง






4.จากนั้นจะมีการแจ้งเตือนว่า "การวิเคราห์การทำงาของฮาร์แวร์เป็นการดำเนินการแบบครั้งเดียวเสร็จ เพื่อให้คุณใช้งาน kinemaster และโหมดต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น"
ก็จะมีตัว้ลือกให้เรา 2 ตัวเลือก ให้เลือก"สั่งการวิเคราห์ในตอนนี้"





5.จากนั้นก็เริ่มกระบวนการวิเคราห์ฮาร์แวร์ให้เราครับ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็รอจนกว่ามันจะวิเคราห์เสร็จเลยครับ
พอเสร็จแล้วก็กลับไปหน้าตั้งค่าครับ





7.พอออกมาหน้าตั้งค่าแล้วก็ให้เราเลื่อนลงมาแล้วดูที่"การแก้ไข" จากนั้นดูที่กรอบสีแดงที่ผมทำไว้
  • อันแรกเลยก็คือ ระยะเวลาเริ่มต้นของคลิปภาพ ให้ปรับเป็น 5s ก็คือ 5 วินาทีนั่นแหละครับ
  • อันที่สองก็คือ โหมดเลือกตำแหน่งการแสดงภาพ ให้ปรับแบบ"เต็มจอ"
  • อันดับที่สี่ก็คือ ระยะเวลาเริ่มต้นของเลเยอร์ ให้ปรับเป็น 5s หรือ 5 วินาที
  • อันดับที่สี่ก็คือ โหมดมีเดียบราวเซอร์แบบเต็มจอ ให้เปิด
  • อันดับที่ห้าก็คือ ออดิโอบราวเซอร์ ให้เปิด




8.จากนั้นก็เลื่อนลงมาอีกครับ  แล้วให้มาดูที่"ขั้นสูง"แล้วแตะไปที่"การตั้งค่าขั้นสูง


9.จากนั้นก็ทำการเปิดดังต่อไปนี้
  • โหมดเรียงลำดับชั้นของมีเดียบราวเซอร์ เปิด→เปิด
  • แสดงแถบวัดระดับเสียงเมื่อบันทึกวีดิโอ→ปิด
  • อนุญาตให้ส่งออกอัตราเฟรมสูงสุด 60 fps→เปิด
  • อนุญาตให้ส่งออกอัตราเฟรมสูงสุด 240 fpss→เปิด
  • รวบรวมข้อมูลตรวจสภาพจากการเอกซ์พอร์ต→เปิด
  • โหมดวีดิโอเลเยอร์แบบไม่จำกัด →เปิด




ก็จะออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ครับอิอิ



10.ไม่มีครับมีทั้งหมด 9 ขั้นตอน555555


ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ เรียบเรียง
12 พ.ย. 63

.

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

6 บุคลิกภาพของมนุษย์ กับการเลือกงานและสายอาชีพให้เหมาะสม

 6 บุคลิกภาพของมนุษย์ กับการเลือกงานและสายอาชีพให้เหมาะสม 

ทฤษฎีการเลือกอาชีพ” ของ John L. Holland เชื่อว่าบุคลิกภาพของคนจะสะท้อนผ่านการเลือกอาชีพของตน โดยเหตุผลในการเลือกอาชีพนั้นเกิดจากการผสมผสานความคิดต่อตัวเอง และความเข้าใจต่ออาชีพที่เลือก นั่นคือ คนที่เลือกอาชีพได้สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตนเองมากที่สุด จะมีความพึงพอใจในอาชีพ และส่งผลให้ประสบความสำเร็จในอาชีพนั้น ๆ ได้

ทฤษฎีนี้ก็ได้แบ่งประเภทของบุคลิกภาพออกเป็นกลุ่ม ๆ 6 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของงานที่เหมาะสมกับคนในบุคลิกภาพต่าง ๆ ดังนี้

 ทฤษฎีการเลือกอาชีพ” ของ John L. Holland เชื่อว่าบุคลิกภาพของคนจะสะท้อนผ่านการเลือกอาชีพของตน โดยเหตุผลในการเลือกอาชีพนั้นเกิดจากการผสมผสานความคิดต่อตัวเอง และความเข้าใจต่ออาชีพที่เลือก นั่นคือ คนที่เลือกอาชีพได้สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตนเองมากที่สุด จะมีความพึงพอใจในอาชีพ และส่งผลให้ประสบความสำเร็จในอาชีพนั้น ๆ ได้

ทฤษฎีนี้ก็ได้แบ่งประเภทของบุคลิกภาพออกเป็นกลุ่ม ๆ 6 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของงานที่เหมาะสมกับคนในบุคลิกภาพต่าง ๆ ดังนี้

 กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบจริงใจ (Realistic)

  บุคลิกภาพ : บุคคลในกลุ่มที่ 1 เป็นคนที่ชอบกิจกรรมเกี่ยวกับการควบคุม การปฏิบัติการกับเครื่องยนต์กลไก หรือจำพวกเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ชอบแก้ไขซ่อมแซมวัสดุต่าง ๆ ทั้งไม้ และโลหะ มีความถนัดทางช่าง ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ชอบงานประเภทใช้กำลังกาย ใช้ทักษะและ การเคลื่อนไหว เป็นลักษณะงานของผู้ชาย ชอบงานประเภทมองเห็นปัญหา ที่จะแก้ไขได้ชัดเจน เลี่ยงกิจกรรมแบบต้องใช้วาจาอธิบาย สนใจคณิตศาสตร์ ไม่ชอบงานภาษาหรือการศึกษา หรืองาน ที่เกี่ยวข้องกับคน เป็นคนขี้อาย ถ่อมตน เกรงใจคน คล้อยตามระบบกฎเกณฑ์ บางครั้งอาจเป็นคนขวานผ่าซาก ไม่มีพิธีรีตอง เก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ไม่คิดมาก ไม่เพ้อฝัน หนักแน่น อดทน เอาการเอางาน จริงจัง พากเพียร เสมอต้นเสมอปลาย บุคคลพวกนี้อาจจะขาดทักษะทางสังคม

ความสามารถ :

สิ่งที่คนประเภทนี้จะสามารถทำได้ดีก็คือ อ่าน พิมพ์ เขียน แก้ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ชอบทำงานเกี่ยวกับเครื่องมือชนิดต่าง ๆ มีความรู้ทางคณิตศาสตร์

อาชีพ :อาชีพที่เหมาะสม ได้แก่ วิศวกร เจ้าหน้าที่เกษตรกรรม ช่างเทคนิค ช่างฝีมือ ช่างซ่อม ช่างฟิต ช่างสำรวจ ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างตัดเสื้อ ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่อง ช่างประปา นักประมง นักเดินป่า พนักงานป่าไม้ นักกีฬา นักเดินเรือ นักประดาน้ำ นักประดิษฐ์วัสดุ ครูสอนการเกษตร ครูสอนอุตสาหกรรมศิลป์ เจ้าหน้าที่เอ็กซ์เรย์ เป็นต้น ถือเป็นอาชีพที่คนในกลุ่มนี้จะสามารถทำได้ดีกว่าบุคคลกลุ่มอื่น ๆ

  

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบการใช้ปัญญา และความคิดแบบนักวิชาการ (Investigative)

 บุคลิกภาพ :

บุคคลในกลุ่มที่ 2 เป็นคนที่ชอบวิเคราะห์ และการประเมิน อยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต ช่างสงสัย ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ มีเหตุผล ละเอียดรอบคอบ อนุรักษ์นิยม นิสัยชอบแก้ตัว ไม่ชอบสังคมมาก ชอบงานอิสระ ไม่ชอบเอาอย่างใคร พึ่งพาตัวเองได้ มีความมั่นใจในตัวเอง ชอบคิดชอบฝัน ชอบแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ชอบวิจัยในโครงงานวิทยาศาสตร์ ชอบทำงานที่ซับซ้อน งานทดลองประเภทท้าทายความสามารถ ไม่ชอบงานการค้า การโฆษณา ยึดระเบียบกฎเกณฑ์ สนใจการจัดการและการวางแผนงาน มุ่งงานเป็นใหญ่ และสนในสิ่งที่เป็นนามธรรม บุคคลประเภทนี้อาจจะขาดทักษะในการเป็นผู้นำ

ความสามารถ :

เป็นคนมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และมีความสามารถที่จะฝึกฝนอบรมทางช่าง บางสาขาได้ สามารถทำงานโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ หรือเกี่ยวกับผลกระแส คลื่นทางวิทยุ ความถี่ต่าง ๆ ได้ดี มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ และแพทยศาสตร์ รู้จักการทำงานของร่างกาย แปลส่วนผสมทางเคมี และรู้จักวิธีการใช้เครื่องมือ ทางเทคนิคได้ดี

อาชีพ : นักเศรษฐศาสตร์ แพทย์ สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักฟิสิกส์ นักพยาธิวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักสถิติ นักชีววิทยา นักจุลชีววิทยา นักเคมี นักวางแผน นักวิชาการนักวิจัย ครูสอนคณิตศาสตร์ ครูสอนวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา นักอุตุนิยมวิทยานักภูมิศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักสมุทรวิทยา นักดาราศาสตร์ นักสืบมวลชน

  

กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบศิลปิน (Artistic)

  


บุคลิกภาพ :

บุคคลในกลุ่มที่ 3 เป็นคนที่ชอบแสดงออก รักความอิสระ ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชาใคร ไม่พึ่งพาผู้อื่น ไม่คล้อยตามผู้อื่น ชอบริเริ่มไม่เอาอย่างใคร ไม่ชอบสัมพันธ์เป็นส่วนตัวโดยตรง กับใคร ไม่ชอบความจำเจ หรืองานที่มีกฎระเบียบแน่นอน ช่างฝัน อ่อนไหวง่าย ชอบแสดงออก บางครั้งเจ้าอารมณ์ มีอุดมคติ ชอบคิดค้นเกี่ยวกับปัญหา สิ่งแวดล้อม และแสดงออกทางศิลปกรรม มีความสามารถทางด้านดนตรี อ่านหนังสือแบบแสดงความรู้สึกได้ดี ชอบฟังเพลง ชอบดูละคร เขียนหนังสือและแต่งกลอนได้ดี บุคคลประเภทนี้อาจจะขาดทักษะทางสำนักงาน

ความสามารถ :

เล่นดนตรีได้ ร้องเพลงประสานเสียงได้ แสดงบทบาทต่าง ๆได้ รวมทั้งสามารถอ่าน แบบแสดงความรู้สึกได้ดี นิยมการฟังและดูละคร เขียนรูปได้อย่างใกล้เคียงความจริง เขียนหนังสือและแต่งกลอน ได้ดี

อาชีพ :

ผู้กำกับการแสดง ครูสอนภาษา ผู้สื่อข่าว ครูสอนการละคร ครูสอนนาฏศิลป์ ผู้แปลภาษาต่างประเทศ นักปรัชญา ครูสอนวรรณคดี ครูสอนดนตรี เต้นรำ นักดนตรี นักโฆษณา นักแสดงต่าง ๆ นักประชาสัมพันธ์ นางแบบ – นายแบบ นักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย นักวิจารณ์ ผู้ออกแบบเครื่องเรียน มัณฑนากร สถาปนิก จิตรกร นักแต่งเพลง นักแต่งละคร นักร้องนักเขียนบทภาพยนตร์ ปฏิมากร นักประดิษฐ์ ช่างภาพ ช่างพิมพ์ นักออกแบบ นักประพันธ์ นักพากย์ นักเต้นรำ นักเขียนการ์ตูน ครูสอนศิลปะ วาทยกร อาชีพพวกนี้จะเป็นอาชีพที่คนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จได้มาก

  กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบบริการสังคม และชอบสมาคม (Social)

  
บุคลิกภาพ :

บุคคลในกลุ่มที่ 4 เป็นคนที่ชอบทำงานร่วมกับผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยคนที่มีปัญหาทางจิตใจ แต่ไม่ชอบให้ใครสั่ง หรืออยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร ชอบให้ความรู้ สนทนาและสังสรรค์กับผู้อื่น มีความเข้าใจคนอื่นได้ดี กล้าแสดงออก เป็นกันเอง ร่าเริง มีความเมตตากรุณา ชอบมีอำนาจเหนือคนอื่น มีอุดมคติ มีความรับผิดชอบ อนุรักษ์นิยม ชอบดูกีฬา ร่วมกิจกรรมบันเทิง เป็นสมาชิกองค์การหรือศูนย์ ชอบดูแลเด็ก ๆ ที่มีกิจกรรม สนุกสนาน ชอบช่วยเหลือและรักษาพยาบาลผู้อื่น มีความสามารถในการพูด มีทักษะในการติดต่อกับผู้อื่น ชอบงานทางด้านภาษามากกว่างานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ บุคคลแบบนี้จะขาดทักษะทางเครื่องจักรกล ขาดความสามารถใน การวิเคราะห์อย่างมีกฎเกณฑ์ระเบียบวิธี

ความสามารถ :

สามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างดี ทำงานร่วมกับบุคคลที่มีอายุสูงกว่าได้ดี วางกิจกรรมหรือโครงการให้กับโรงเรียน หรือวัด มองคนได้อย่างถูกต้อง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และทำงานให้ชุมชนโดยสมัครใจ ชอบทำงานกับคนหมู่มาก

อาชีพ :

ครู-อาจารย์ นักวิชาการ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักสังคมวิทยา พนักงานต้อนรับ นักแนะแนว ผู้ให้คำปรึกษา ผู้จัดการ บรรณารักษ์ นักโภชนาการ ล่าม มัคคุเทศก์ นักเทศน์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่งานบุคคล นักฝึกอบรม นักพัฒนากร ทูต ซึ่งบุคคลในกลุ่มที่ 4 จะสามารถทำหน้าที่ในอาชีพเหล่านี้ได้ค่อนข้างดี

  กลุ่มที่ 5 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ (Enterprising)

 บุคลิกภาพ :

บุคคลในกลุ่มที่ 5 เป็นคนที่ชอบกิจกรรมที่มีอิทธิพลเหนือคนอื่น ใช้ทักษะในทางพูดจา มองเห็นตนเองเป็นผู้นำเต็มตัว เชื่อมั่นในตัวเอง ชอบชักจูงผู้อื่นให้คล้อยตาม หรือชอบดำเนินการให้บรรลุเป้าประสงค์ ชอบถกเถียงปัญหาการเมือง ชอบอภิปราย พูดจาตรงไปตรงมา กล้าแสดงออก กล้าโต้แย้ง กล้าคิดกล้าทำ กล้าเสี่ยง ชอบการแข่งขันทะเยอทะยาน คล่องแคล่ว ว่องไว มักชอบริเริ่มและดำเนินทำธุรกิจส่วนตัว ชอบกิจกรรมชนิดเป็นกลุ่มและองค์การ ชอบควบคุมผู้คน ชอบพบปะบุคคลสำคัญ เป็นผู้นำกลุ่มในการทำกิจกรรม ชอบการปาฐกถา ร่วมขบวนการในการรณรงค์หรือหาเสียง ชอบการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ชอบกิจกรรมที่ต้องเขียนด้วยสำนวนภาษาแบบสละสลวย คำประพันธ์ เขียนภาพ ปั้นแกะสลัก หรือกิจกรรมที่มีระบบระเบียบมาก เป็นพวกมุ่งงาน และมุ่งความสัมพันธ์

ความสามารถ :

มักเคยถูกเลือกให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ สมัยอยู่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย สามารถควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานของผู้อื่นได้ มีความกระตือรือร้นมาก ๆ สามารถชักจูงให้คนอื่นมาทำสิ่งที่ตนต้องการได้ ขายสินค้าเก่ง ชอบจัดการ รวบรวมก่อตั้ง เป็นสมาคมและองค์การ เป็นผู้นำการอภิปราย ที่ดี เป็นตัวแทนเจรจาตกลงให้กับกลุ่มหรือองค์การได้ดี

อาชีพ :

นักธุรกิจ นักการตลาด นายธนาคาร นักบริหาร ผู้ขายประกันชีวิต นายหน้าซื้อขาย ผู้จัดการ นักการเมือง ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ที่ปรึกษาทางธุรกิจ โฆษก แอร์โฮเตส อาชีพเหล่านี้มักเป็นอาชีพที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มคนนี้ในระดับต้น ๆ

 กลุ่มที่ 6 กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบยึดมั่นและมีระเบียบแบบแผน (Conventional)

 


 บุคลิกภาพ :

บุคคลในกลุ่มที่ 6 เป็นคนที่ชอบทำงานเกี่ยวกับตัวเลข การนับจำนวน ชอบบทบาทที่เป็น ผู้ใต้บังคับบัญชา พอใจที่จะคล้อยตาม หรือช่วยฟังบุคคลอื่น ไม่ชอบเป็นผู้นำ เลี่ยงการโต้แย้ง ไม่ชอบงานที่ใช้ทักษะทางร่างกาย ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เจ้าระเบียบ มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมาก ขาดความคิดริเริ่มและจินตนาการ ชอบเลียนแบบ แต่เป็นคนจริงจังกับงานมาก อดทน และรับผิดชอบสูง ละเอียดถี่ถ้วน มีความพากเพียร ควบคุมอารมณ์ตนได้ดี ชอบทำงานสำนักงาน งานตัวเลข งานเอกสารและสารบรรณ เช่น การเก็บบันทึกข้อมูล การจัดหมวดหมู่งาน ไม่ชอบงานด้านศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม และงานด้านวิทยาศาสตร์

ความสามารถ :

ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรธุรกิจ (เช่น คอมพิวเตอร์) ได้ดี จัดระเบียบงาน เข้าหมวดหมู่ ใช้วิชาตัวเลข ทำงานในเวลาตามที่กำหนด พิมพ์หนังสือได้ ทำบัญชีรับจ่าย ประวัติ ข้อมูล และ การนัดหมายต่าง ๆ ตลอดจนถึงรายจ่ายในการซื้อขาย คุ้นเคยกับวัสดุครุภัณฑ์ทางธุรกิจเป็นอย่างดี

อาชีพ :

สมุห์บัญชี นักบัญชี เลขานุการ เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่งานพัสดุ ตรวจสอบบัญชีเจ้าหน้าที่สารบรรณ ผู้ช่วยบรรณารักษ์ เจ้าหน้าที่สรรพากร เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ผู้คุมสต็อกสินค้า ผู้ควบคุมเครื่องยนต์ เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด นักสถิติ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงิน พนักงานไปรษณีย์ เป็นต้น บุคคลที่มีบุคลิกภาพดังที่กล่าวมา จะประกอบอาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ ได้เป็นอย่างดี

 เรียบเรียงโดย

ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
07-11-63

 https://www.scholarship.in.th/6-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A/

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ถักทางมะพร้าว ศิลปหัตถกรรมอัตลักษณ์แห่งชาวบักดอง | Hug House [สุขนี้ที่บ้านเรา]

 


ในงานบุญประเพณี รวมถึงการต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่หรืองานมีเกียรติต่าง ๆ ละไม่ได้คือต้องมีการการประดับประดาตกแต่งสถานที่หรือขบวนรถเพื่อความสวยงามและสมกับงาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการต้อนรับไปเสียแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่คือการใช้ผ้าประดับประดาเป็นลวดลายและสีสันต่าง ๆ

ที่ชุมชนวัดบ้านบักดอง ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ มีกัน 3 หมู่บ้านกลับยังพบการประดับประดาสถานที่และขบวนแห่ด้วยวัสดุจากธรรมชาติ เช่นทางมะพร้าว นำมาถักร้อยเป็นรูปต่าง ๆ สวยงาม ตามงาน ตามบุญประเพณีและสถานที่เหมาะกับงานนั้น ๆ ไป ซึ่งในงานบุญประเพณี “บนเบ็ญแซนโฎนตา” ของชุมชนวัดบักดอง ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะให้เห็นทุกปี



 นิตร นาคศรี ปราชญ์ชุมชนบ้านบักดองหมู่ที่ 22 วัย 75 ปี กล่าวว่า เรียนรู้การถักการร้อยด้วยทางมะพร้าวแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และประยุกต์มาเรื่อย ๆ ให้เหมาะกับงานและสถานการณ์ ซึ่งทำปกติคือประดับโลงศพก็ใช้ทางมะพร้าวออกแบบลวดลายต่าง ๆ ไม่เคยคิดอยากใช้ผ้านำมาประดับประดาเหมือนเขา มันไม่เป็นธรรมชาติและไม่ใช่รูปแบบเก่าแก่แบบบ้านของเรา และในปีนี้งานแห่บนเบ็ญแซนโฎนตาเรา ก็เลือกถักเป็นพญานาคใส่กับเกวียน และประดับเป็นรูปต่าง ๆ ด้วยทางมะพร้าวทั้งหมด ออกแบบเองและชาวบ้านเราก็ช่วยกันด้วย



ซึ่งในงานบุญประเพณี อย่างบนเบ็ญแซนโฎนตาของชุมชน หรือบุญเดือนสิบ ของชาวไทยที่พูดเขมรบ้านบักดองนี้ ที่ชาวบ้านให้ความสำคัญกับประเพณีนี้อย่างมาก เพราะเป็นการรวมตัวกันของผู้คน ลูกหลานที่ทำงานยังต่างถิ่นต้องกลับมาบ้านเกิดและร่วมทำบุญอุทิศให้กับบรรพบุรุษด้วย



“เม็ง” คือการเรียกขานถึง เครื่องบวงสรวงที่ชาวบ้านลูกหลานตระเตรียมกับข้าว อาหารคาวหวาน น้ำอบน้ำหอม เครื่องดื่มต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องบูชานำมาให้กับผีบรรพบุรุษได้กินกัน มีการตกแต่งใส่สำรับเป็นชุดแล้ววางไว้รวมกัน และมีการประดับประดับตกแต่งเป็นขบวนแห่อย่างสวยงาม แบกขึ้นบ่าด้วยคน 4 คนเหมือนธรรมาสก์ แห่เม็งนี้มายังวัด ปัจจุบันยังคงมีการแบกเม็งมายังวัด บ้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นขบวนแห่ใส่รถ บ้างก็เลือกประดับประดับเป็นรูปแบบที่ทันสมัยหรือประยุกต์ให้สวยงาม

พระมหายุทธกิจ ปญฺญาวุโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านบักดอง เล่าให้ฟังว่า อาตมาเกิดมาก็เห็นชาวบ้านเข้มแข็ง ให้ความสำคัญกับประเพณีบ้านเรามาด้วยดีมาตลอด โดยเฉพาะงานบุญเดือนสิบของบ้านเรา มีการประดับประดับรถที่ออกแบบและถักร้อยด้วยทางมะพร้าวมาทุกปี ก็น่าชื่นชมและให้กำลังใจมาก ๆ ซึ่งก็เห็นในงานต่าง ๆ ที่ชุมชนไม่ว่าจะเป็นวัด บ้าน หรือ หน่วยงานต่าง ๆ สนใจ ปราชญ์ท่านนี้ร่วมกับชาวบ้านก็ไปช่วยกันตกแต่งและนำทางมะพร้าวมาถักร้อยเป็นรูปต่าง ๆ ไม่เคยขาด นี่ล่ะคืออัตลักษณ์หนึ่งของบ้านเราที่ไม่เหมือนใครเลยนะ การถักร้อยด้วยทางมะพร้าวบ้านเรา



      เรื่องเล็ก ๆ ที่ชุมชนมี อาจจะเป็นปกติสำหรับคนใกล้ชิด แต่อาจจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้เห็น อย่างเช่นการถักร้อยด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างทางมะพร้าวนี้ก็เช่นกัน อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับเป็นสิ่งยิ่งใหญ่สำหรับผู้พบเห็นอย่างข้าพเจ้า และครั้นพอได้เข้าไปสัมผัสถึงที่มาและเรื่องราวความเป็นตัวตนของชุมชนบ้านบักดองที่มีประวัติเก่าแก่มาจากอดีตและมีปราชญ์ชาวบ้านในหลากหลายอาชีพด้วยแล้ว น่าชื่นชมและน่าเอาเป็นแบบอย่าง

      ที่นี่ ชุมชนชาวไทยที่สื่อสารกันด้วยภาษาเขมรแห่งบ้านบักดอง ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ



 

เรื่อง / ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์










ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...