วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
วัดหนองม่วง ขยับ “ขยะสร้างบุญ” ระดมเครือข่ายสร้างสรรค์สังคม ที่หนองบัว นครสวรรค์ [มีคลิป]
วัดหนองม่วง ขยับ “ขยะสร้างบุญ” ระดมเครือข่ายสร้างสรรค์สังคม ที่หนองบัว นครสวรรค์
เมื่อ 27 พฤษภาคม 2566 วัดหนองม่วง ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายพลัง บวร.และหน่วยงานท้องถิ่น ท้องที่ จัดทอดผ้าป่า “ขยะสร้างบุญ” เพื่อสร้างสำนึกดีให้กับคนในพื้นที่รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม แปลงขยะให้เป็นบุญ โดยอาศัยความเข้มแข็งของชุมชนที่มีกลุ่มแม่เพลงพื้นบ้านปราชญ์ผู้รู้ และหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องขยะ โดยมีการนำขยะมาร่วมทำบุญในทุกวันพระที่วัด เพื่อนำไปสู่หนองบัวปลอดขยะ
อรรถ คล้ายนุ่น ปราชญ์ชุมชน/ข้าราชการบำนาญ วัย 65 ปี เล่าให้ฟังว่า ชุมชนวัดหนองม่วง เป็นชุมชนเก่าแก่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาทำไร่ทั่วไป มีวัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน และในชุมชนจะมีกิจกรรมต่าง ๆ จะมีกลุ่มแม่เพลงพื้นที่บ้านมาร่วมแสดงออกร่วมกันแบบจิตอาสา และมีหลวงพ่อพระครูสังฆรักษ์ธนกร โฆสธมฺโม เจ้าอาวาสที่เคารพนับถือและแสดงความคิดเห็นในด้านการพัฒนาจิตใจและทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้กับชุมชนมาโดยตลอด และในขณะเดียวกันมีหน่วยงานในพื้นที่และนอกพื้นที่เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่เป็นมหาลัยสงฆ์คอยเป็นพี่เลี้ยงในทุก ๆ มิติเช่นกัน
วันชนะ ปอพานิชกรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลหนองบัว กล่าวว่า เทศบาลตำบลหนองบัวเรามีประชากร 14 หมู่บ้าน มีการเติบโตของชุมชน และขยะก็พลอยเป็นปัญหาหลักไปด้วยเช่นกัน และเทศบาลมีค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะประมาณ สามแสนบาทต่อเดือน โดยมีค่าจัดเก็บรายได้เกี่ยวกับขยะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพื้นที่เรา จึงร่วมกับชุมชนในพื้นที่รณรงค์ให้ชุมชนเห็นความสำคัญและมีการคัดแยกขยะขึ้น ก็ช่วยให้เกิดการจัดการขยะได้เป็นระบบขึ้นลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะได้มากทีเดียว โดยที่วัดหนองม่วง เป็นวัดที่เข้มแข็งและได้ร่วมกันดำเนินการร่วมกันเสมอมา และเป็นต้นแบบของการจัดการขยะได้เป็นอย่างดีด้วย
พระครูสังฆรักษ์ธนกร โฆสธมฺโม รองเจ้าคณะอำเภอหนองบัว เจ้าอาวาสวัดหนองม่วง ปรารภให้ฟังว่า ปกติแล้ววัดทั่วไปมักจะมีขยะ 2 ประเภทคือ ขยะศักดิ์สิทธิ์เช่น พระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ และขยะมีชีวิต จำพวก สุนัข แมวที่มีญาติโยมนำมาปล่อยแล้ว นั่นถ้ามากเกินไปก็พลอยเป็นปัญหาให้กับทางวัด แต่ทางวัดเราเล็งเห็นความสำคัญร่วมกับชุมชน คือเราจะทำอย่างไรให้ชุมชนได้เข้าใจและรู้จักการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง กลางทางและปลายทางได้ จึงได้ขอรับบริจาคขยะจากชุมชน โดยรับได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะวันพระก็จะมีญาติโยมมาฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมเป็นปกติ ก็จะมีผู้คนนำมาให้เป็นจำนานมาก และทุกเดือนก็จะมีการแปรสภาพขยะต่าง ๆ เหล่านั้นให้เป็นปัจจัยในการบำรุงศาสนสถานเป็นค่าน้ำค่าไฟ เป็นการสร้างบุญไปในตัวด้วย และที่สำคัญได้มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาร่วมขยับขับเคลื่อนไปด้วยกันด้วย นับว่าเป็นมิติที่ดีและสร้างสรรค์ต่อชุมชนเราได้เป็นอย่างดี
ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์ / นักข่าวพลเมืองคนชายแดน รายงาน
วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565
ห้องเรียน : [ เรียนรู้จากการฟัง ] บันทึกช่วยจำ เรื่องราวจากบ้านของเรา จากมุมของเรา เพื่อบ้านของเรา
ห้องเรียน : [ เรียนรู้จากการฟัง ]
บันทึกช่วยจำ เรื่องราวจากบ้านของเรา จากมุมของเรา เพื่อบ้านของเรา
.
“บางทีอยากจะลาออกแล้วนะ ไม่มีกำลังใจในการทำงานเลยในบางครั้ง เหนื่อยมากเลย แต่เราเห็นว่าการดูแลผู้ป่วยติดเตียงบ้านเรา พี่น้องเรา คนบ้านเรา เรามีความสุขที่ได้ทำนะ แต่เหมือนไม่มีกำลังใจเลย เพราะเรารายงานไปอยากให้คนที่ดูแลเรามาช่วยดูสภาพจริงบ้าง เป็นกำลังใจให้กันบ้าง ส่วนเรื่องผ้าอ้อม อาหารบำรุงผู้ป่วย หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่เพียงพอแน่นอน”
คำบอกเล่าจากคุณน้าสุพิศ ดวงมณี ประธาน อสม. หมู่ที่ 2 ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ผู้รับบทบาทหน้าที่ CG หรือ Care Giver ในพื้นที่ เล่าให้ฟังในสายของวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 ขณะที่มีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยน ขอคำชี้แนะในกิจกรรมที่อยากขอคำปรึกษาและคำแนะนำจากท่าน
ใต้ต้นมะขามริมรั้วที่มีแคร่นั่งและกระท่อมหลังเล็กข้างบ้านอันแสนสะอาด ผมมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อขอนำแนะนำจากผู้นำชุมชนในกลุ่มต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นคือ ประธานอสม.
ผมเริ่มทักทาย ถามไถ่ตามประสาคนบ้านเดียวกัน และได้สอบถามนานาสาระจากคุณน้าที่เป็นประธานอสม. ได้รับรู้มากมาย และหนึ่งในนั้นคือเรื่องการทำหน้าที่ตามบทบาทที่บ้านเราไม่แตกต่างจากบ้านอื่น ๆ คือ บทบาทของ อสม.ทั้งรูปแบบ การทำงาน ภาระ หน้าที่ ผู้คนและกลุ่มงานต่าง ๆ เป็นการไต่ถามพูดคุยทั่วไป บางทีทำให้ฉุกคิดว่าบ้านเรามีเรื่องราวมากมายกว่าที่เราเห็น กว่าที่เราคิดว่ายังมีกลุ่มคนในชุมชนเราที่ทำงานหนักไม่น้อย ในนามที่เป็นคนชาวบ้านคนหนึ่ง ถูกมอบบทบาทแค่ตำแหน่ง “อสม.” อันหมายถึง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งหากเอ่ยถึงบทบาทหน้าที่และค่าตอบแทนแล้ว อาจจะคนละเรื่องกันเลย
และหนึ่งในการพูดถึงนานาสาระเหล่านั้น คือเรื่องได้รับบทบาทหน้าที่ CG หรือ Care Giver นักบริบาลชุมชน ที่ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย ทุกระดับ ตั้งแต่ป่วยแต่ยังพึ่งพาตัวเองได้ ป่วยแบบมีญาติดูแล ป่วยแบบติดเตียง ป่วยหนัก หรืออีกมากมายในการเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไม่ได้จำกัดเพียงอายุมากหรือน้อย นักบริบาลชุมชนต้องทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล รายงาน ดูแล และบางรายต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการดูแลของนักบริบาลชุมชนนั้น ในหมู่ที่ 2 เองมี นักบริบาลชุมชน 3 คน มีผู้ป่วยในระดับต่าง ๆ กว่า 40 คน และเจ็บไข้ได้ป่วยหนักกว่า 10 คน
“เรารายงานแต่ละกรณีของผู้ป่วยตลอด แต่บางครั้งก็อยากสะท้อนไปให้ผู้ดูแลหลักอย่างคุณหมอลงมาดูสภาพจริงบ้างนะ ผู้ป่วยบางรายเขาป่วยหนักจริง ๆ เราก็สงสารผู้ป่วย บางทีญาติผู้ป่วยเองก็มักจะมองว่าเราไม่ดูแลทั้งที่เขาก็พอดูแลได้บ้าง ซ้ำยังจะมาคอยพูด คอยโพสต์ต่อว่าเราอีก นี่ล่ะพิษภัยของ Social เนาะ ส่วนเรื่องผ้าอ้อม อาหารเสริมหรือนมต่าง ๆ นั้นไม่ต้องพูดถึงหรอก มันไม่เคยได้ทั่วถึง และอีกอย่างได้แต่คิดว่าอยากให้เพิ่มคนมาช่วยดูแลเพิ่มเติม แต่ก็ได้แต่คิดอีกเช่นกัน แต่เราก็คงทำหน้าที่ของเราเท่านี้ให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุด”
คุณน้าสุพิศ ดวงมณี กล่าวในบทบาทนานาสาระที่แลกเปลี่ยนกัน ผมได้แต่นั่งฟังและรับรู้ถึงอีกเรื่องราวที่เราอาจจะรู้ไม่ทั่วถึง ซึ่งก่อนหน้านี้เราพอรู้มาบ้างว่า บ้านเรามีการจัดการแบบไหนอย่างไร และคงมีปัญหาเรื่องนี้แน่ ๆ แต่ครั้งนี้ได้รับรู้อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลย
สายลมเย็นพัดพามาเป็นระยะ ไม่รู้ผ่านเวลาไปเท่าไหร่ การสนทนาที่ออกรสชาติ กับการได้นั่งฟังการบอกเล่าในหลายเรื่องผ่านไปผสมกับการแลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ นั้น ก่อนที่ผมจะขอเล่าสิ่งที่อยากแลกเปลี่ยนและขอคำชี้แนะในมุมมองที่บ้านเราอาจจะยังไม่เคยได้มี หรือไม่เคยได้จัดมันขึ้นมาเลย และได้รับการตอบรับและแนะนำมากมายจากมุมของผู้นำ
ขอบคุณ ผู้นำชุมชนมากมาย หลากหลายกลุ่ม ที่ยังต้องขอคำแนะนำจากอีกหลายท่าน หลายคน กับสิ่งที่คิดอยากทำ อยากนำเสนอและขอความเห็นจากเหล่าท่านผู้รู้ต่าง ๆ
.
บันทึกช่วยจำ
ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
091265
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565
ชีวิตชาวนา ที่ต้องจัดการเอง [มีคลิป]
ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีที่ผ่านมา ชาวนาบางส่วนมีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ทำนาดังกล่าว โดยปลูกในพื้นที่ปลูกข้าว ใช้ระยะเวลาสั้น หรือเรียกว่า “มันปรัง” โดยนิยมปลูกช่วงเดือนมกราคม และจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนที่จะหว่านข้าวในรอบปีนั้น ๆ คือช่วงเดือน มิถุนายน - กรกฎาคม หรือพอที่ขนาดของหัวมันสำปะหลังใหญ่พอจะตัดถอนเพื่อขายได้ และใช้พื้นที่ดังกล่าวนั้นหว่านข้าวต่อไป
ที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นพื้นที่ที่ไม่มีคลองส่งน้ำหรือระบบน้ำชลประทาน ทำการเกษตรแต่ละอย่างต้องคอยดูฟ้าฝนเป็นหลัก และต้องเก็บเกี่ยวให้ทัน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเสียหายรวมถึงไม่สามารถจำหน่ายได้เลยก็เป็นได้
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับน้ำที่ไหลบ่ามาจากทิศใต้คือเทือกเขาพนมดงรัก พรหมแดนไทย-กัมพูชา ไหลบ่ามาสมทบตามทางน้ำธรรมชาติที่เคยมีในอดีตท่วมพื้นที่แปลงนาของชาวบ้านกันทรอม กันทรอมน้อย มาสู่พื้นที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ โดยพื้นที่นาดังกล่าวนั้นมีการปลูกพืชหลังนาอย่าง “มันสำปะหลัง” กำลังเป็นพืชที่ชาวนาปลูกไว้เพื่อหวังผลผลิตในการเก็บเกี่ยวเพื่อขายใช้จ่ายในครอบครัวนั่นเอง และเป็นอีกครั้งที่ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยการ ตัดต้นมัน ถอน และตัดนำหัวมันขึ้นรถเพื่อขายกันอย่างเร่งรีบ ด้วยสภาพมันที่อยู่ใต้ดินและไม่ทนกับน้ำ ส่งผลให้หัวมันจะเน่าเสีย ไม่สามารถนำไปขายได้นั่นเอง
เฉลิมวงศ์ โพธิสาร เล่าว่า ปีนี้ เริ่มปลูกมันสำปะหลัง ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมแล้ว ไปซื้อลำต้นมันสำปะหลังและไปขนมาเองด้วย เพื่อนำมาปลูกในแปลงนาที่เกี่ยวข้าวเสร็จ ดีกว่าปล่อยที่ไว้เปล่า ๆ และปีนี้ก็ถอนเร็วกว่าทุกปีเลยเพราะฝนตกมา มันบางส่วนก็เน่าแล้วด้วย และอีกอย่างคือเรามีรถเครื่องจักรทุ่นแรงของตัวเองด้วย ช่วยทุ่นแรงได้เยอะ ทั้งไถ ทั้งลากทั้งดึงโดยเราเอารถตุ๊กตุ๊กลงมาได้เลย
สมถวิล โพธิ์กระสังข์ เล่าเป็นแนวทางเดียวกันว่า ปีนี้ราคาขายมันสำปะหลังของเรา ดูเหมือนจะดีกว่าทุกปี ที่มันสำปะหลังสวยและกำลังโตได้เต็มที่ เพราะทุกปีที่ขายอยู่ที่ราคา 1-2 บาท / กิโลกรัมเท่านั้น แต่ปีนี้ราคาลานมันสำปะหลังเปิดที่ราคา 2.15 บาท / กิโลกรัม ทำให้ชาวนาที่ปลูกมันสำปะหลังช่วงฤดูแล้งเช่นนี้ยิ้มได้บ้าง อีกทั้งมีลานรับซื้อมันปะหลังเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถเลือกที่จะไปขายที่อื่นได้ด้วย แต่ที่น่าเศร้าใจที่สุดสำหรับคนปลูกมันสำปะหลังก็คือ ปีนี้ฝนตกและน้ำท่วมเร็วกว่าทุกปี ทำให้ต้องเร่งถอนและนำไปขายให้ทันกับมันที่มี ไม่เช่นนั้น มันจะเน่าเสีย ไม่สามารถขายได้ พอกลางวันก็ได้กินข้าวร่วมภาชน์กันได้บรรยากาศบ้านนอกดีครับ
เช่นเดียวกับ ตาน้อย เกษตรกรชาวบ้านบกสดำ เล่าให้ฟังขณะกำลังเร่งรีบถอนมันที่ถูกน้ำท่วมเกือบถึงหัวเข่าว่า ปีนี้น้ำฝนก็ตกตลอด และน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาพนมดงรักก็มาสมทบอีกรอบ ทำให้น้ำท่วมนาที่ปลูกมันสำปะหลังไว้อย่างรวดเร็ว เราต้องรีบถอน ถ้าปล่อยไว้อีก 2-3 คืน ในสภาพที่น้ำท่วมแบบนี้ หัวมันจะเน่าเสียแน่นอน และไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะสภาพของมันสำปะหลังจะไม่ทนน้ำได้นานนั่นเอง
บุญธรรม โพธิ์ศรี บอกว่า ปีนี้แทบไม่ได้หยุดเลย ต้องไปช่วยพี่น้องเกือบทุกวัน เพราะแต่ละคนก็ต้องเร่งต้องรีบให้ทัน ก่อนที่มันสำปะหลังจะเน่าเสียหมด ช่วยกันคนละครั้ง คนละรอบ ตามวิถีชาวนาพวกเราที่ต้องช่วย ๆ กัน
วิถีของเกษตรกรที่จะปลูกพืชชนิดใด ก็ย่อมต้องการผลผลิตกันทั้งนั้น แต่สำหรับชาวนาเขตตำบลโพธิ์กระสังข์และใกล้เคียง แม้ไม่มีคลองส่งน้ำหรือชลประทานแต่อย่างใด แต่ก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ผลผลิตพืชต่าง ๆที่ปลูกไปนั้นได้ผลผลิตราคาดี ไม่เน่าไม่เสีย ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลก็พอ และหากจะให้ดีกว่านี้ หากรัฐบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเกษตรกรให้มาก เข้าใจ เข้าถึงรับรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ แบบเป็นกันเองคงดีไม่น้อยเลย ชาวนาคงได้ลืมตาอ้าปากได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์
“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]
ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...
-
การศึกษาในยุคนี้ที่เรียกว่า ยุคศตวรรษที่ ๒๑ เป็นการเรียนรู้ให้ทันกับยุคสมัยและเทคโนโลยี มีมุมมองให้กว้างให้ทันกับโลก จังหวัดศรีสะเกษ จัด...
-
จากแผนพัฒนาชุมชนที่ขับเคลื่อนการทำงานผ่าน “ สภาผู้นำชุมชน ” ของบ้านตาตา หมู่ที่ 1 ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ในหลายปีที่ผ่านมาที่...




















































