วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563

ตระหนักถึงโทษบุหรี่ ผุดสภาเยาวชนจุดประกายฝันดี ดับนักสูบหน้าใหม่สู่ชุมชนน่าอยู่กุดประทาย | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]


อุบลราชธานี – สภาผู้นำชุมชนบ้านกุดประทาย อำเภอเดชอุดม สร้างความตระหนักให้ชุมชนเห็นพิษภัยของการสูบบุหรี่ขับเคลื่อนจนมีบุคคลต้นแบบเลิกบุหรี่ได้ และก่อเกิดสภาเด็กเยาวชนกุดประทาย-กุดเจริญ ร่วมหนุนเสริมเป็นพลังแห่งอนาคตเพื่อไม่ให้มีนักสูบหน้าใหม่ขึ้นมา

ที่บ้านกุดประทาย หมู่ที่ 5 ต.กุดประทาย อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี คืออีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีการขับเคลื่อนกิจกรรมชุมชนโดยผ่าน “สภาผู้นำชุมชน” ที่มาจากผู้อาสาจะพัฒนาชุมชนของตัวเองให้ดีขึ้น และทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพในหลากหลายมิติ หลายประเด็น โดยเกิดกฎ กติกา ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่ได้ระดมความคิดร่วมกันเพื่อความชุมชนให้น่าอยู่ และในปีที่ผ่านมานี้ ได้ขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพเรื่องการลด ละ เลิกบุหรี่

นายเศรษฐวุฒิ กลิ่นบัว ประธานสภาผู้นำชุมชนบ้านกุดประทาย / ผู้ใหญ่บ้านกุดประทาย กล่าวว่า “ผมเองเป็นนักสูบบุหรี่ตัวยงคนหนึ่ง ที่สูบมาตั้งแต่ปี 2528 จวบถึงปี 2562 ร่วม 35 ปี และตัดสินใจเลิกมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 เป็นต้นมาถึงปัจจุบันเลยและจะเลิกตลอดไป ด้วยเห็นว่าผมเองเป็นประธานชุมชน เป็นฟันเฟืองหลักหนึ่งในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ต้องทำให้ชุมชนเห็นถึงความตั้งใจจริงของเราและสภาผู้นำชุมชนด้วย และจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชุมชนและลูกหลานของเราด้วย”
เศรษฐวุฒิ กลิ่นบัว ประธานสภาผู้นำชุมชนบ้านกุดประทาย


นายอินทร์แปลง บำเพ็ญ สภาผู้นำชุมชนบ้านกุดประทาย กล่าวว่า “ตัวพ่อเองสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 18 ปี ช่วงที่สูบหนักมากที่สุดคือวันละ 2 ซอง ช่วงระยะหลัง ๆ รู้สึกตัวเองได้ว่าเหนื่อยง่ายและไอบ่อย ประกอบกับที่ทางชุมชนได้มีกิจกรรมเรื่องการลด ละ เลิกบุหรี่เข้ามาพอดี และอีกอย่างเพราะโดนคนรอบข้างโดยเฉพาะครอบครัวบ่นประจำ เลยได้ตัดสินใจเลิกเลย ตอนนี้อายุ 78 ปีแล้วสุขภาพร่างกายแข็งแรง คนรอบข้างก็ไม่บ่นแล้ว รู้สึกสบายหูขึ้นเยอะเลย ซึ่งในยามว่าง ก็พากันในนามผู้สูงอายุมาจักสานไม้ไผ่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยจำพวก สุ่มขังไก่ ตะกร้า หวดนึ่งข้าวเหนียว และอื่น ๆ อีกมากมาย”
นอกจากจะเป็นหนึ่งในสภาผู้นำชุมชนแล้ว ยังเป็นปราชญ์ผู้รู้ของชุมชนที่เป็นบุคคลต้นแบบในหลาย ๆ ด้านรวมถึงการลด ละ เลิกบุหรี่ได้ด้วย
วาที วรรณประภา เลขานุการสภาผู้นำชุมชนกุดประทาย


อีกหนึ่งในผลลัพธ์ที่สภาผู้นำชุมชนบ้านกุดประทาย ได้ขับเคลื่อนขึ้นมาพร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพนั่นคือ การก่อเกิดสภาผู้นำเด็กและเยาวชนบ้านกุดประทาย-กุดเจริญ หรือที่เรียกว่า “สภาเด็กเยาวชนกุดประทาย-กุดเจริญ” ที่มาจากการเห็นความสำคัญของลูกหลานในชุมชนเอง โดยไม่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยองค์กรท้องถิ่นแต่อย่างใด โดยมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันมาตลอดเป็นประจำอยู่เป็นเดิมทุนอยู่แล้ว

นายวาที วรรณประภา เลขานุการสภาผู้นำชุมชนบ้านกุดประทาย กล่าวว่า “สภาผู้นำชุมชนเราเอง เห็นความสำคัญของสภาเด็กเยาวชนเรา ซึ่งเด็กเยาวชนบ้านเรามีการรวมตัวกัน 2 หมู่บ้านคือ บ้านกุดประทาย หมู่ที่ 5 และบ้านกุดเจริญ หมู่ที่ 15 เราจึงอยากเปิดพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกและทำกิจกรรมที่เขาได้มีส่วนร่วมของชุมชนด้วย โดยในช่วงปิดภาคเรียนแบบนี้ ก็ได้พากันมาเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมและการจักสานไม้ไผ่กับผู้สูงอายุ รวมถึงมีการรณรงค์ร่วมกับชุมชนเดินเคาะประตู บอกกล่าวถึงพิษภัยของบุหรี่ ร่วมกับสภาผู้นำชุมชนด้วย”

ด้าน น.ส.วาทินี วรรณประภา รองประธานสภาเด็กเยาวชนกุดประทาย-กุดเจริญ กล่าวว่า “การมีสภาเด็กเยาวชนทำให้เราได้มาพบปะ พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน ได้รู้ว่าเราทำอะไรได้บ้างและได้ทำเพื่อบ้านเกิดของเราด้วย ซึ่งปกติที่ชุมชนมีงานเราก็มามีบทบาทส่วนร่วมอยู่แล้ว เช่น การจัดสถานที่ การเสิร์ฟอาหาร การรำในงานต่าง ๆ แต่พอมีสภาเด็กเยาวชนขึ้นทำให้เรามีบทบาทและมีพื้นที่ให้เราได้ทำงานร่วมกับชุมชน เช่น วันนี้ที่ชุมชนเดินรณรงค์ เราและสภาเด็กเยาวชนก็มีส่วนร่วมด้วยและได้เรียนรู้เรื่องจักสานเพิ่มเติมด้วยคะ”
วาทินี วรรณประภา รองประธานสภาเด็กเยาวชนกุดประทาย

ไม่ใช่เพียงขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพอย่างเดียว แต่ยังมีการขับเคลื่อนเรื่องราวดี ๆ ขึ้นในชุมชนของตัวเองด้วย โดยเฉพาะการก่อตั้งสภาเด็กและเยาวชนที่มาความเข้มแข็งของชุมชนเองเช่นนี้ก็มีให้เห็นไม่มากนักเลย
และผลลัพธ์ที่ตามมาในการขับเคลื่อนประเด็นหลักคือ การลด ละ เลิกบุหรี่ในปีที่ผ่านมานั้น มีบุคคลที่เลิกบุหรี่ได้ 3 คน และลดบุหรี่ได้ 6 คนจากจำนวนคนที่สูบจริง 39 คน และจากการประเมินชุมชนโดยวัดจากผู้ร่วมเวทีอบรมให้ความรู้เรื่องโทษบุหรี่พบว่า ชาวบ้านตระหนักถึงพิษภัยบุหรี่ร้อยละ 60 เนื่องจากมีการประชาสัมพันธ์และมีการอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สภาผู้นำชุมชนยังแบ่งบทบาทหน้าที่ให้สมาชิกสภาผู้นำชุมชน 1 คน ดูแลเพื่อนบ้าน 3 คนที่สูบบุหรี่หรือมีความเสี่ยงในการสูบบุหรี่ จึงทำให้ชุมชนเกิดความตระหนักมากขึ้น โดยในปัจจุบันนี้เกิดกติกาอย่างไม่เป็นทางการ 3 ข้อ คือ 1) ห้ามมีการสูบบุหรี่ในที่ชุมชุมชนที่มีคนจำนวนมาก ถ้าอยากสูบต้องเดินหนีห่างจากเพื่อนอย่างน้อย 5 เมตร 2) ห้ามร้านค้าแบ่งบุหรี่เพื่อจำหน่าย และ 3)ห้ามมีการสูบบุหรี่ในกรณีที่ชุมชนมีการทำกิจกรรม

นี่คงเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่เข้มแข็งที่ขับเคลื่อนและทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี เพื่อนำไปสู่ความเป็นชุมชนน่าอยู่ต่อไป

ที่นี่คือ สภาผู้นำชุมชนบ้านกุดประทาย ตำบลกุดประทาย อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี


เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์













วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563

“เมืองคง” เล่นเปลี่ยนโลก | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]


การศึกษาในยุคนี้ที่เรียกว่า ยุคศตวรรษที่ ๒๑  เป็นการเรียนรู้ให้ทันกับยุคสมัยและเทคโนโลยี มีมุมมองให้กว้างให้ทันกับโลก จังหวัดศรีสะเกษ จัดว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษาในมุมมิติต่าง ๆ  ทั่วทั้งจังหวัด

โรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ และเครือข่าย เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เน้นช่วงวัยและการเรียนรู้แบบสนุกสนานที่มาจากการเล่น อันจะนำไปสู่การคิดแบบเป็นระบบ เกิดทักษะทางการคิด และนำไปสู่การใช้ได้ในชีวิตจริง โดยกิจกรรมดังกล่าวนี้ เรียกกันว่า “เล่น เปลี่ยน โลก”
“การเล่นเกิดมาพร้อมกับมนุษย์ การเล่นคือวัฒนธรรม การเล่นคือสารตั้งต้นในการวางแผน ออกแบบสร้างสรรค์และจินตนาการของมนุษย์ การเล่นเกี่ยวข้องกับคนทุกคน และการเล่นไม่มีจำกัดวัย และวันนี้กิจกรรมถูกออกแบบการเล่นด้วยฝีมือนักเรียนเอง เพราะการเล่นมันสำคัญ เราจึงเอาการเล่นนี้ไปเข้าสู่การคิด วางแผน จินตนาการ เชื่อมโยงกับโลกในยุค Infinity ที่เราเรียกกันว่า เล่นเปลี่ยนโลก เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และการจัดกิจกรรมการเล่นนี้ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ มีเป้าหมายคือการสร้างลูกหลานของพวกเราให้เป็นพลเมืองที่ดี เป็นพลังของบ้านเมืองที่ดี การเล่นนี้ก็คือหนึ่งในวิธีการจัดการเรียนรู้แบบหนึ่งคำถามพันคำตอบ และไม่ต้องยึดโยงในห้องสี่เหลี่ยม ที่พวกเราเชื่อและศรัทธามาตลอด” เสถียร พันธ์งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) กล่าวเปิดกิจกรรมและให้แง่คิดต่อผู้ร่วมกิจกรรมกว่า ๕๐๐ คน ที่มีนักเรียน ผู้ปกครองภายในอำเภอราษีไศลและโรงเรียนเครือข่ายที่สนใจ
เสถียร พันธ์งาม / ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา)

ความสนุกสนานถูกเปิดการเล่นโดยผู้อำนวยการฯ
      ในกิจกรรมดังกล่าว มีการจัดคล้ายเป็นฐานการเรียนรู้ ที่มีการออกแบบการเล่นที่แตกต่างกันออกไป อาทิ ฐานเครื่องดนตรีจากวัสดุอุปกรณ์ในครัวเรือน ฐานแต่งแต้มด้วยสีน้ำ ฐานแต่งแต้มด้วยสีที่ได้จากใบไม้และธรรมชาติรอบตัวเรา ฐานการประดิษฐ์ด้วยวัสดุหลากหลายขนาด ฐานการเล่นน้ำ ฐานการแต่งตัว ฐานบ้านสนุก ฐานการแต่งชุดเป็นอาชีพที่ตัวเองชอบ ฐานอาหารที่ต้องทำเอง ฐานปีนป่ายไต่เชือก ฐานเครื่องดนตรีพื้นบ้าน และยังมีอีกหลายฐานที่ไม่ได้จำกัดให้เด็กนักเรียนต้องเล่น ให้ครบทุกฐาน แต่เปิดโอกาสให้ได้เล่นและออกแบบการเล่นได้ตามความชอบของแต่ละคน สังเกตได้ถึงสีหน้าความสนุกสนานของแต่ละคนที่บ่งบอกได้ถึงความสุข และฐานไหนที่มีความอันตรายก็จะมีผู้ปกครองคอยดูแลและคอยแนะนำ แต่ละฐานจะมีนักเรียนที่ชอบไม่เหมือนกัน ซึ่งที่เห็นและสนุกกันอย่างมากคือฐานการเล่นน้ำที่ได้ถูกออกแบบเหมือนการเล่นสไลเดอร์ลงอ่างน้ำ ลื่น เลอะ เลาะ และมีฐานการแต่งหน้าทาปากจะมีนักเรียนชายที่สนใจมาออกแบบความสวยงามของตัวเองได้ด้วย และฐานอาหารพื้นบ้าน จำพวก ตำส้มตำ และเมี่ยงคำอาหารถิ่น รวมไปถึงก๋วยเตี๋ยว ก็มีนักเรียนแวะเวียนมาลงมือประกอบอาหารด้วยตนเองไม่ขาดสาย

ครูหนูทิพย์ พันธ์งาม / ผู้อำนวยการชั้นเรียนโรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา)
      “กิจกรรมการเล่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนที่เป็นนวัตกรรมของโรงเรียนเรา นั่นก็คือ Friday is a fly day หรือวันศุกร์คือวันโบยบิน เรามาประยุกต์ให้เด็กได้สนุกสนานและได้มีความสุขจากการเล่นของลูก ๆ นักเรียนเรา และการเล่นแต่ละอย่างนั้น เขาก็ออกแบบเองได้ด้วย โดยจะมีผู้อำนวยการชั้นเรียนหรือผู้อำนวยการการเล่นที่เป็นผู้ปกครองคอยให้กำลังใจ และการที่เด็กได้เล่นแล้วเขามีความสุขตามความชอบของเขา จะทำให้เขามีการพัฒนาทักษะความคิด พัฒนาสมองของเขาได้ดี” หนูทิพย์ พันธ์งาม / ผู้อำนวยการชั้นเรียนโรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) กล่าว

      ในขณะที่นักเรียนสนุกสนานกับการเล่นของเขาอยู่นั้น คณะครูและผู้ปกครองที่เป็นเครือข่ายที่มาร่วมกิจกรรม ได้ถอดบทเรียนร่วมกันเกี่ยวกับการเล่นในครั้งนี้ด้วย
คุณครูศศิธร หวะสุวรรณ / ครูโรงเรียนเพียมาต (รัฐราษฎร์พิทยาคาร) ผู้ร่วมกิจกรรม
“เห็นแววตาความสนุกสนานตามวัย เห็นความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเขาที่ได้ออกแบบการเล่นของเขาเอง และบางการเล่นที่ต้องช่วยกันทำเขาก็ช่วยกันดีไม่มีการเกี่ยงงอนกัน เหมือนเขาได้เข้าใจกับการเล่นและเป็นการเสริมทักษะทางด้านสมองของเขาได้ดีเลย” ศศิธร หวะสุวรรณ   / ครูโรงเรียนบ้านเพียมาต (รัฐราษฎร์พิทยาคาร) อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในโรงเรียนเครือข่ายที่มาร่วมกิจกรรมเล่าถึงความสนุกสนานในแววตาของนักเรียน
ครูนกยูง ปานุเวช / ครูโรงเรียนบ้านครั่ง นำผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรมด้วย
“แอบไปถามนักเรียนที่เล่น ๆ กันอยู่แล้ว เขาสามารถบอกและเล่าถึงสิ่งที่เขาเล่นและสนุกอยู่คืออะไร มีรูปแบบอย่างไรและทำอย่างไร ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน นี่ล่ะคะคือการเรียนรู้โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย และวันนี้ก็พาผู้ปกครองนักเรียนมาร่วมดูกิจกรรมของนักเรียนที่นี่ด้วย ผู้ปกครองที่มาด้วยก็ชอบใจมากเลย สิ่งแบบนี้สามารถเอาไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริงของเราได้ และสามารถเอาไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียนของคุณครูได้ด้วย จะนำสิ่งที่ได้ในวันนี้ไปเสนอผู้บริหารและคณะครูให้ทำแบบนี้ดู ชอบมากค่ะแบบนี้” นกยูง ปานุเวช / ครูโรงเรียนบ้านครั่ง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ กล่าว
เสริมศรี คูคำ ผู้อำนวยการเล่นแห่งโรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา)
ความรู้สึกอบอุ่นที่ได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสนุกสนานแบบนี้ มีไม่บ่อยนัก เช่นเดียวกับความรู้สึกของผู้ปกครองนักเรียนแห่งนี้ที่มีตำแหน่งถึงผู้อำนวยการเล่น กล่าวว่า “กิจกรรมแบบนี้ดีมาก ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแบบนี้ สามารถนำไปปรับใช้ได้กับลูกหลานในชีวิตประจำวันได้เลย ซึ่งมีหลายอย่างให้เด็ก ๆ ได้เล่นกันทั้งได้ออกแบบการวาดรูป ออกแบบการเล่นสีจากธรรมชาติพวกใบไม้มาทำเป็นสี หรือการเล่นทราย เล่นดิน เล่นน้ำ เล่นดนตรี รวมไปถึงการทำอาหารด้วยตัวเขาเอง เด็ก ๆ แต่ละคนสนุกสนานมากเลย สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาได้เรียนรู้ดีมาก และบางอย่างนั้น ยายเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้หลานมาบอกถึงวิธีการทำด้วยซ้ำ จึงรู้สึกได้ถึงวิวัฒนาการการเรียนการสอนของที่โรงเรียนเราพาทำแบบนี้ และถึงจะสนุกสนานอย่างไร ก็ยังอยากให้โรงเรียนพัฒนาการเรียนทางวิชาการควบคู่ไปด้วยอย่างเช่นปัจจุบันนี้ และก็ให้กำลังใจและขอบคุณผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครองทุกคนที่ให้ความสำคัญกับการเล่นควบคู่กับการเรียนแบบนี้” เสริมศรี คูคำ วัย ๕๕ ปี  ผู้อำนวยการเล่นและเป็นผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนเมืองคง(คงคาวิทยา) อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

กิจกรรมดังกล่าวนี้ โรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) ได้รับงบประมาณสนับสนุนหลักจาก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ให้ทางโรงเรียนได้ขับเคลื่อนตามเป้าหมายที่โรงเรียนเห็นความสำคัญของการศึกษาในยุคนี้
และนี่ ก็คงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งของการจัดการศึกษาที่เป็นรูปแบบของ ๓๖๐ องศา บนการเรียนรู้มุ่งสู่การเป็นพลเมืองประชาธิปไตย โดยจังหวัดศรีสะเกษเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องในการจัดการศึกษาในหลากหลายรูปแบบในยุคที่เรียกว่า ยุคศตวรรษที่ ๒๑ ที่ไม่ได้เพียงการเน้นเทคโนโลยีหรือความก้าวหน้าแห่งยุคสมัยเกินไป แต่ยังอยู่บนฐานความจริงที่เด็กนักเรียนควรเรียนรู้ ควรสนุกสนานอันเป็นทักษะสำคัญในการพัฒนาสมองและการนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
ที่นี่คือ โรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ



เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
.












วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

[มีคลิป] หนึ่งวันกับแดนดินปราสาทอารยธรรมขอมแห่งบุรีรัมย์ประเทศ | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]



การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางในวันหยุดพักผ่อนกับครอบครัว โดยมีคำสะกิดจากคุณน้าที่เกริ่นเมื่อสองวันก่อนว่า “ไม่เคยได้ไปเห็นปราสาทหินพนมรุ้งเลยสักครั้ง จนจะอายุจะเข้า ๖๐ ปีแล้ว ซึ่งมันก็อยู่ใกล้ ๆ บ้านเราแค่นี้เอง” นี่คงเป็นแรงหนุนแรกที่มีพลังในการก่อเกิดการเดินทางในครั้งนี้
เมื่อใคร่ครวญดีแล้ว ประจวบกับในวันหยุดอันใกล้นี้ คือสัปดาห์แห่งวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ก็คือวันมาฆบูชา แม้จะเป็นเพียงข้าราษฎรก็ตาม แต่คิดว่านี่คงเป็นฤกษ์ดีแล้ว

๐๑. ข้อมูลกับการเดินทาง
เช้าวันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓  จึงได้บอกกับคุณน้าว่า เราไปปราสาทเขาพนมรุ้งกันในวันพรุ่งนี้นะ ได้คำตอบจากคุณน้าว่าจะบอกพี่น้องน้องก่อน และตกลงจะร่วมเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้ ผมจึงทำข้อมูลหาพื้นที่ใกล้เคียงและดูการเดินทางทันทีว่า เราจะใช้เวลาสักกี่มากน้อยในการเดินทาง โดยจะมีเป้าหมายหลักที่ “ปราสาทเขาพนมรุ้ง” เป็นหลัก และข้อมูลที่จะหาจาก Google และ Google map ข้อมูลที่ได้และอยู่ใกล้กับเป้าหมายหลักก็มี ปราสารทเขาพนมรุ้ง ปราสารทเมืองต่ำ คือคำตอบแรก นึกย้อนมาถึงว่า นอกจากปราสาทเหล่านี้ที่อยู่ใกล้เคียงกันแล้วมีที่ไหนอีกบ้าง จึงผุดคำว่า “เขาพระอังคาร” ขึ้นมาในหัวเพราะครั้งหนึ่งเคยทำข้อมูลเพื่อจะถ่ายทำเป็นงานสารคดี แต่ก็มีน้องทีมผลิตในพื้นที่ได้ถ่ายทำแล้ว และ “เขาพระอังคาร” จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่อยากไปเรียนรู้ด้วย และที่สำคัญก็คืออยู่ไม่ไกลกันนัก


นอกจาก ๓ แห่งที่คิดว่าอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันแล้ว จึงมองหาข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับอารยธรรมของหรือที่น่าเที่ยว น่าเรียนรู้อื่น  ๆ อีก ที่ได้คำตอบก็คือ “เขากระโดง” ที่อยู่บนภูเขาสูงต้องเดินขึ้นบันไดไปร่วม ๒๐๐ กว่าขั้น และอยู่ในพื้นที่ติดกับเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่กันคละฟากกับปราสาทเขาพนมรุ้ง แม้พื้นที่นี้จะมีเรื่องราวน่าสนใจและระยะทางที่อยู่กันคนละฟากกัน จึงถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลพื้นที่สำรองในการเดินทาง พอ ๆ กับเรื่องนามบอลและสนามแข่งรถบุรีรัมย์ก็ถูกตัดออกเพราะเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ได้สนใจเป็นข้อมูลหลักในการเดินทางนัก
จึงสรุปข้อมูลในการเดินทางไว้คร่าว ๆ คือ ปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และวัดเขาพระอังคาร ส่วนปราสาทข้างเคียง เช่น ปราสาทบ้านบุ ที่อยู่ในระแวกเดียวกันก็เก็บไว้เป็นข้อมูลสำรองเช่นเดียวกันหากเวลามีพอคงได้แวะกัน

๐๒. เขาพระอังคาร สถาปัตยกรรมอารยธรรมขอมผสมผสานประวัติศาสตร์แห่งพุทธ

การเดินทางในวันรุ่งขึ้น เริ่มต้นขึ้นแบบครอบครัว มีนักเดินทางร่วมกัน ๖ ชีวิตและมี ๓ ช่วงวัย คือ เด็ก วัยกลางคนและสูงอายุ
ผมเป็นพลขับ ทำหน้าที่อยู่หลังพวงมาลัยด้วยกระบะ แคปเตี้ย การนั่งโดยสารจึงแออัดบ้างตามสภาพรถ
๐๙.๑๕ น. ล้อหมุนจากบ้านตาตา ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ วิ่งไปทางทิศตะวันตกตามถนนทางหลวงหมายถึง ๒๔ จอดแวะปั้ม ปตท.สังขะและเติมน้ำมันรถ ๕๐๐ ขาไปให้เรียบร้อยแล้วบึ่งตรงไปที่เป้าหมายแรกคือ “เขาพระอังคาร” สาเหตุที่เลือกเป็นสถานที่แรกเพราะอยู่ใกลสุดในบรรดาปราสาทที่ดูข้อมูลมา ด้วยระยะทางตามหน้าปัดของ GPS คือ ๑๗๗ กิโลเมตร และถึงแยกประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ตรงไปอีกราว ๓๐ กม.เป้าหมายก็จะถึง แต่เราเลี้ยวซ้ายเข้าไปตาม GPS บอก เข้าสู่หมู่บ้านเจริญสุข หมู่ที่บ้านที่ขึ้นชื่อกลุ่มผู้ทอผ้าฝ้ายภูอัคนี ทว่าเป้าหมายของเราคือวัดเขาพระอังคาร จึงต้องตรงไปอีก เลยหมู่บ้านเจริญสุขไปเล็กน้อย เราสังเกตเห็นระหว่างทางมองไปข้างหน้า เหมือนเป็นภูเขาสีดำ ตั้งคำถามในใจว่า นั่นคงเป็นวัดที่เราจะไปเป็นแน่ พอขับรถไปเรื่อย ๆ กลับพบเป็นบริษัทที่ทำการแปรสภาพภูเขาเป็นสภาพละเอียดกองไว้เป็นกอง ข้าง ๆ กันพบป้ายชื่อบริษัทที่กระทำการดังกล่าวด้วย ซึ่งคิดเอาเองว่า คงเป็นชื่อบริษัทที่มาสัมปทานภูเขาลูกเหล่านี้เป็นแน่ และขับรถเลยไปเล็กน้อยถึงกับงงกับเส้นทางเพราะเจอทางแยกจะไปทางไหนดี ซ้าย ขวาหรือตรงไป จึงตัดสนใจตรงไปจึงมีป้ายบอกทางให้เห็น

ทางขึ้นเป็นภูเขา ถนนดี สะอาด แต่จะชันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องขับรถด้วยเกียร์ต่ำ ส่วนสองข้างถนน กลับพบต้นไม้น้อยใหญ่บนภูเขาเหล่านี้มีสภาพที่เหลือแต่ลำต้น หรือมีใบไม้ที่แปรสภาพเป็นสีน้ำตาล หรือแห้งกรอบ ส่วนต้นไผ่ที่เป็นกอ ๆ ก็มีใบเป็นสีเหลืองอ่อน บ่งบอกได้ว่าเป็นฤดูแห่งการผลิใบที่รอวันจะร่วงหล่น คงเป็นฤดูกาลของมัน จากทางตีนเขาสู่บนยอดเขาประมาณราว ๑๐ นาที เรามาถึงวัด ด้วยเวลาหน้าปัดรถแจ้งว่า ๑๑.๕๐ น. เราจอดรถใต้โดมใหญ่ที่มีรถจอดเป็นแถวก่อนแล้วราว ๗-๘ คัน เมื่อจอดรถ ดับเครื่องยนต์ได้ เจ้าหลานน้อยก็ได้เวลาโลดแล่นหลังจากถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในกรอบรถอย่างนิ่ง ๆ และใกล้ ๆ กันนั้นเราพบเจอ พระพุทธรูปบางไสยยาท (พระนอน) องค์ใหญ่ จึงนำคณะกราบไหว้ขอพร ก่อนจะขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปที่อยู่ในอุโบสถ
อุโบสถที่พูดถึงนั้น อยู่ติด ๆ กับพระนอน เพียงแต่ต้องเดินขึ้นไปเหมือนว่าอยู่บนภูเขาอีกลูก และรอบ ๆ ตัวอุโบสถนั้นมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยจำนวน ๑๐๙ องค์เรียงรายเป็นกำแพงอยู่ด้านนอก มีประตูทั้ง ๔ ทิศ แต่พอก้าวผ่านประตูเข้าไปก็พบเห็นใบเสมาศิลาแลงและเก่าโบราณมาก ที่เป็นปั้นรูปเทวรูปยืนถือดอกบัว ส่วนตัวอุโบสถเองจะมี ๓ ยอด ลดหลั่นกันมา และเท่าที่สังเกตไม่มีใบระกา หางหงส์เฉกเช่นอุโบสถทื่ต่าง ๆ ที่เราเคยพบเจอ หรือเพราะในอดีตการสร้างอุโบสถไม่มีใบระกา หางหงส์หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ก้าวขึ้นบันไดสู่ด้านในอุโบสถ เราพบเจอช่างกำลังบูรณะปฏิสังขรอยู่ภายใน จึงได้กราบไว้ขอพรพระพุทธรูปปางมารวิขัย และมีภาพวาดพุทธชาดกมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษบอกว่าภาพนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร โดยไม่มีภาษาไทยประกอบแต่อย่างใด
พอคณะเรากราบไหว้ขอพรภายในแล้วจึงเดินเลียบเลาะอุโบสถไปเจอะมณฑปที่อยู่ห่างไปเพียง ๕๐ เมตร มณฑปที่มีการการปั้นรูปพยานาคเป็นรอบขั้นบันไดขึ้นไป และภายในมณฑปมีพระพุทธรูปโบราณอยู่กายในด้วย และเดินสำรวจรอบ ๆ อ่านข้อมูลประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เป็นป้ายให้เราได้ศึกษา ยังมีพื้นที่จุดชมวิวมองลงมาด้านล่างได้อย่างสวยงาม
และก่อนที่จะไปที่รถ จึงเดินสำรวจสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้ ก็คือ ผ้าฝ้ายภูอัคนีแห่งบ้านเจริญสุขด้วย

เขาพระอังคารแห่งนี้ เดินชื่อว่า เขาลอย แต่ตั้งใหญ่ตามเรื่องราวที่มีการอัญเชิญเถ้าธุลีหรือพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ ตามเรื่องราวความเป็นมาที่จารึกเอาไว้ นี่
จึงเป็นเพียงจุดแรกที่ผมและครอบครัวมาเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของที่นี่





๐๓. ปราสาทเขาพนมรุ้ง สถาปัตยกรรมขอมบนยอดเขาที่สูงชัน


เมื่อได้เวลาเชยชมประติมากรรม สถาปัตยกรรมบนวัดเขาพระอังคารพอสมควรแล้ว เราจึงเคลื่อนรถล้อหมุนไปยังหมุดต่อไป เป้าหมายคือ “ปราสาทหินพนมรุ้ง” หรือ “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” มรดกอารยธรรมของโบราณอันลือชื่อ โดยเคลื่อนล้อจากหมุดแรกด้วยเวลา ๑๒.๕๒ น. ขากลับจากเขาพระอังคารลงเขา ดูเหมือนถนนจะชันลงมากกว่าก็ไม่รู้ มองสองข้างทางที่เหมือนแค่ต้นไม้ที่แข็ง แต่กลับเห็นสภาพท้องนาในเมืองต่ำแทน คงเพราะสายตาเรามองลงในที่ต่ำเป็นแน่
ตาม GPS อยู่ห่างจากหมุดแรกเพียง ๒๐ กิโลเมตรเท่านั้น ก็ไม่ถือว่าไกลนัก กด GPS แล้วไปตามนั้นเลย
เขาพนมรุ้ง แน่นอนว่าอยู่บนภูเขาเช่นเดียวกับเขาพระอังคาร แต่ชันกว่ากันเยอะ ถนนดีครับ และดีอีกอย่างที่เรามาตอนบ่ายนกว่าแล้ว รถไม่ค่อยมากนักคงเพราะนักท่องเที่ยวคงมาถึงก่อนเราตั้งแต่เช้าเป็นแน่เลย แต่กระนั้นก็ยังมีรถนักท่องเที่ยวให้เห็นไม่ขาดสายเท่าไรนัก จึงเอารถมาจอที่เชิงเขาทางขึ้นปราสาทเขาพนมรุ้ง
แม้ระยะทางจะดูเหมือนใกล้ ๆ กันกับหมุดแรก แต่หนทางที่ชันเป็นภูเขา เรามาถึงด้วยเวลา ๑๔.๐๐ น. พอดี พอจอดจึงพากันเข้าร้านอาหารกันทันที เพราะว่าท้องก็หน้าที่แสดงปฏิกิริยาแล้ว แม่และน้า ๆ เตรียมกระติกใส่ข้าวเหนียวและปลาแดกรวมถึงปลาแห้งที่ห่อมา และมีน้ำดื่มที่กรอกใส่ขวดน้ำอัดลมติดลงมาด้วย นี่ล่ะคือวิถีอีสานของแท้ เมื่อนั่งแล้วก็นั่งตำหมากหุ่ง ตำหมากถั่วอย่างละจาน และซดต้มแซบกระดูกหมู ๑ หม้อมีปลานิลย่าง ๑ ตัว อิ่มอร่อยกับอาหารในราคา ๕๖๐ บาท พออิ่มท้องแล้วจึงปล่อยให้ได้พักผ่อนเคี้ยวหมากพลูเป็นอาหารว่างเป็นของของหวานตามวัย ก่อนจะขึ้นไปยังตัวปราสาท ซึ่งก็มีค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท ส่วนเด็กและสูงอายุไม่เก็บค่าเข้าชมแต่อย่างใด
ปราสาทหินพนมรุ้ง ตามข้อมูลแล้วเป็นปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา (จักแม่นแปลว่าหยังบ่บุ..!)  อยู่บนภูเขาสูงจากพื้นดินราบประมาณ ๒๐๐ เมตร หรือประมาณ ๓๕๐ บาทจากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง บ้านดอนหนองแหน หมู่ที่ ๒ ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งโดยความหมายแล้วคำว่า “พนมรุ้ง” มาจากภาษาเขมรที่ว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาขนาดใหญ่ นั่นเอง

พอได้ขึ้นไป หลานเจ้าตัวเล็กวัย ๖ ขวบก็ได้แสดงท่าทีสนุกสนานอีกหน วิ่งปนเดินขึ้นเขาอย่างสนุกสนาน เหงื่อโชกแต่ไม่ยอมหยุดสักที สำหรับผมเองเดินถ่ายภาพไปเรื่อย รู้สึกกับความสุขในการมาทุกครั้งไป เหมือนได้มาเติมพลัง เดินรอบดูบรรยากาศและเห็นผู้คนนักท่องเที่ยวก็มากมาย แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนให้เห็นเลย คงเพราะโดนโคโรนาไวรัสกักกันเอาไว้
คุณน้าสายทอง สุดสังข์ เล่าให้ฟังขณะที่นั่งแหมะบนโขนหินศิลาแลงที่เป็นปราการกำแพงปราสาทภายในว่า “ไม่เคยมาเลยสักครั้ง ลูก ๆ กับคุณย่าหรือลูกหลานคนอื่น ๆ มากันทุกคนแล้ว ตอนแรกคิดว่าปราสาทคงอยู่กับพื้นดินทั่วไป คงไม่ได้อยู่บนภูเขาสูงอย่างนี้ พอมาเห็นแล้วประทับใจมาก มันคล้าย ๆ กับปราสาทเขาพระวิหารเราเลย น่าทึ่งและประทับใจมาก”
จึงเดินถ่ายภาพและชมไปเรื่อย ๆ อิ่มใจแล้วจึงให้ทุกคนออกมารอที่ป้อมยามด้านหลังปราสาท ผมจึงได้ย้อนลงไปทางขึ้นเหมือนตอนที่มาเพื่อไปเอารถและขับรถมารับที่ป้อมย้อมด้านหลังปราสาท แม้พระอาทิตย์จะดูอ่อนแรงลงมากแล้ว แต่สำหรับวันนี้แดดก็ไม่แรงนักเลย ลมเย็นแต่ด้วยเพราะเดินขึ้นชันมาก แต่ก็อิ่มเอมกับสิ่งที่ได้สัมผัสนั่นเอง
เราได้เคลื่อนล้ออีกหนไปสู่หมุดต่อไปด้วยเวลา ๑๕.๕๐ น.




๐๔. ปราสาทเมืองต่ำ เสมือนหน้าด่านสู่ปราสาทพนมรุ้ง



“ปราสาทเมืองต่ำ” คือเป้าหมายสุดท้ายตามกาลเวลาที่บอกเรามาในการเดินทางครั้ง จากปราสาทเขาพนมรุ้งใช้เวลาประมาณไม่นานนัก ซึ่งมาถึงที่นี่ด้วยเวลา ๑๖.๒๐ น. ซึ่งตาม GPS แล้วบอกว่าห่างกันเพียง ๘ กิโลเมตร แต่ว่าลงจากเขาอ้อมมาทำให้ดูเหมือนกว่าไกลกัน แต่แท้จริงแล้วน่าจะเป็นปราสาทเปิดทางขึ้นสู่ปราสาทเขาพนมรุ้ง ซึ่งปราสาทเมืองต่ำแห่งนี้อยู่บนพื้นที่ราบมีกำแพงเป็นศิลาแลงรอบตัวปราสาทเอาไว้ เราจอดรถแล้วก็บึ่งเข้าไปโดยเสียค่าเข้าชมราคาเดียวกันและรูปแบบเดียวกันครับ
โดยข้อมูลแล้ว ชื่อว่า “ปราสาทเมืองต่ำ” ไม่ได้ชื่อนี้แต่เดิม ซึ่งก็ไม่มีชื่อเดิมปรากฏ ที่เรียกว่า ปราสาทเมืองต่ำ เพราะอยู่ในที่ราบและต่ำกว่าปราสาทพนมรุ้งนั่นเอง แต่จัดว่าเป็นศิลปะการสร้างตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เหมือนเช่นปราสาทอื่น ๆ เป็นกลุ่มปราสาทมรรคโค (ความหมายของฮินดู) เป็นศาสนสถาน ศิลปะขอมแบบปาปวน อายุประมาณ พ.ศ. ๑๕๕๑ - ๑๖๓๐ (หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗
ที่แห่งนี้มีความน่าสนใจไม่แพ้ปราสาทเมื่อสักครู่เลย เดินอ้อมรอบตัวปราสาท ถ่ายภาพมุมต่าง ๆ ที่มีสระน้ำอยู่รอบ ๔ ทิศ และรอบสระก็มีบันไดศิลาแลงลงไปในสระ มีรูปปั้นพยานาค ๕ หัวอยู่ประจำทั้ง ๔ สระเลย ตัวปราสาทด้านในงดงามมากเลย มีป้ายติดด้านล่างของแต่ละที่ว่าคืออะไร แต่เรามากันเองข้อมูลต่าง  ๆ จึงไม่มีใครคอยแนะนำทำให้ต้องอ่านและศึกษาเอาเองจากข้อมุลที่ติดไว้
ถ่ายภาพมุมต่าง  ๆแล้วจึงออกจากบริเวณตัวปราสาทและภายในออกมา ทุกคนเหนื่อยพอสมควรจึงได้นั่งพักเอาแรงด้วยการจับจ่ายซื้อสินค้าในร้านค้าข้างโรงเรียนที่อยู่หน้าปราสาท พอเป็นที่ระลึกและมีสินค้ากลับไปฝากที่บ้าน
พอทุกคนพร้อม เราจึงเคลื่อนล้ออีกหน โดยปลายทางที่บ้านของเรา และมีการแวะพักปั้ม เติมน้ำมันเชื้อเพลงหอยอีกครั้ง ๕๐๐ บาทก่อนถึงบ้านบ้านด้วยเวลา ๒๐.๑๐ น.




๐๕. ปราสาทที่ชวนใหลหลง ในแดนดินอารยธรรมขอม


การเดินทางที่สุดคุ้มค่าด้วยเวลาและความอบอุ่น อิ่มเอมในการเยือนจังหวัดบุรีรัมย์ของผู้ร่วมเดินทางจิตใจของลูกหลานขอม

“ดีใจมากที่ได้มาเห็น เพราะถ้าไม่มาตอนที่มีแรงอยู่ ก็ไม่รู้จะได้มาอีกวันไหนเหมือนกัน ปราทับใจที่สุด อารยธรรมของยังมีให้เราได้รู้ ได้เห็นอีกมากแน่เลย ต่อไปจะไปไหนบ้างอีกต่อดี...”
สายทอง สุดสังข์ คุณน้าหนึ่งในผู้ร่วมเดินทางสรุปการพูดคุย
การเดินทางครั้งนี้ เราอยู่กับการเดินทางและเรียนรู้ ๑๑ ชั่วโมง รวมระยะทางของการเดินทางทั้งสิ้น ๓๖๖ กิโลเมตรด้วยกัน แม้ว่าการเดินทางในครั้งนี้ จะเป็นเฉพาะกิจแต่มันก็อบอุ่นและประทับใจในหลายอย่าง ทำให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่มีสิ่งที่น่าเรียนรู้ น่าสนใจอีกมากมายเลย บ้านเราก็มีดีในรูปแบบของเรา บ้านอื่นก็มีดีที่เราอยากรู้อีกนับไม่ถ้วนจริง ๆ โดยเฉพาะเราในฐานะลูกหลานขอม รู้สึกผูกพันและสัมผัสได้ถึงมิติ ความอบอุ่นอยู่กลาย ๆ สุขนี้ในรูปแบบของเรา สุขนี้ที่บ้านเรา บนดินแดนขอมแห่งบุรีรัมย์ประเทศ

#HUGHOUSE
#ฮักเฮา
#สุขนี้ที่บ้านเรา


อาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์





















































































































































ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...