วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

“หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” ท้องถิ่นผสานท้องที่สำนึกรักบ้านเกิดเข้มแข็ง



การที่ชุมชนจะมีความน่าอยู่ มีการจัดการชุมชนของตัวเองอย่างให้เข้มแข็งนั้น มีองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน อย่างน้อย ๆ ที่สุด ผู้นำชุมชนเองต้องมีความคิด พัฒนา มีทักษะในการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนให้มากที่สุด  และคณะทีมงาน รวมถึงผู้ตามเอง ก็ต้องมีส่วนใหนการผลักดันให้ความร่วมมือด้วยดี กิจกรรมหรืองานต่าง ๆ ของชุมชนนั้น ๆ ก็ไปด้วยกันได้ดี ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน ภาคีเครือข่ายหรือหน่วยสนับสนุนก็มีส่วนอย่างมากเช่นกัน ที่จะทำให้ชุมชนแต่ละชุมชนนั้นน่าอยู่และประสบผลสำเร็จได้
ชุมชนน่าอยู่ที่เข้มแข็งดังกล่าว ในจังหวัดศรีสะเกษก็มีให้เห็นไม่น้อย แต่ก็เป็นการขับเคลื่อนไปเฉพาะชุมชนหรือหมู่บ้านตัวเองไป ซึ่งที่ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ก็มีการขับเคลื่อนกันไปทั้งองคาพยพ คือมีการบริหารและจัดการขยับขับเคลื่อนไปทั้งตำบล ไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบล ที่เป็นหน่วยงานท้องถิ่นสามารถดึงท้องที่คือชุมชน มาร่วมจัดการชุมชนไปด้วยกันในนาม “หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม”
ตำบลผักไหม อยู่ห่างจากตัวอำเภอห้วยทับทันไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดศรีสะเกษไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๔๐ กิโลเมตรซึ่งมีพื้นที่ติดกับอำเภอสำโรงทาบจังหวัดสุรินทร์นั่นเอง และที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีวิถีวัฒนธรรมที่อิงความเป็นพื้นถิ่น ฮิต ๑๒ คอง ๑๔ และความดั้งเดิมแห่งประเพณีที่ปฏิบัติมาช้านาน
      จันทรา หาญสุทธิชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม เล่าว่า “ตำบลของเรา มีพี่น้องพูดภาษาถิ่นกันหลายภาษา คือ เขมร กูย ลาว และมีภาษาไทยกลางที่เป็นภาษาราชการ แม้จะคุยกันหลากหลายภาษาแต่เราไม่เคยแตกแยกกัน มีการทำงานร่วมกันโดยเป็นการผนึกท้องถิ่นและท้องที่เข้าทำงานร่วมกัน ซึ่งเราโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ สสส. สำนัก 6 ที่ทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพมาตั้งแต่ ปี 2553 เป็นต้นมา จนในปัจจุบันนี้ เราได้มีการขยับขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้ง 17 หมู่บ้านเลย โดยมีน้อง ๆ ที่เป็นพนักงานและเจ้าหน้าที่ของ อบต.เรา คอยเป็นพี่เลี้ยง คอยประสานและลงพื้นที่ให้ข้อมูลชวนผู้นำและชาวบ้าน ผ่านสภาผู้นำชุมชนทำตามความต้องการของชาวบ้านเอง ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง” หญิงแกร่งหัวเรือของหน่วยงานท้องถิ่นที่ทำงานควบกับหน้าที่ “หัวหน้าหน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” ด้วย เล่าให้ฟังถึงบริบทและการจัดการชุมชนให้น่าอยู่
   

   พี่เลี้ยงที่เอ่ยถึงคือผู้ประสานงาน คอยกระตุ้นชุมชนที่ตัวเองดูแลและกำกับติดตามงานด้วย ซึ่งพี่เลี้ยงแต่ละคน เลือกที่จะไปประจำการทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้กับชุมชนตัวเอง
“ได้รับผิดชอบดูแลหมู่บ้านหนองลุงที่ขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งหน้าที่หลักคือการหนุนเสริมชุมชน โดยในช่วงแรก ๆ คือการพัฒนาศักยภาพในเรื่องความรู้ต่าง ๆ ให้กับชุมชน โดยมีสภาผู้นำชุมชนคอยขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ถือว่าเป็นการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการขับเคลื่อนร่วมกันกับชุมชนแบบนี้ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มันสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสังคมและมิติด้านอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น” นุสรา มังษะชาติ หญิงสาวตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการของ อบต. และบทบาทพี่เลี้ยงวิชาการของชุมชน หนึ่งใน 20 คนที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงคอยหนุนเสริมชุมชนของพื้นที่ตำบลผักไหม
กิจกรรมที่ตำบลผักไหมได้ขับเคลื่อน แม้ว่าโดยหลักจะเป็นงานด้านสุขภาพ อาทิ การลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การลดละเลิกแอลกอฮอล์ การปลูกและกินผัก รวมไปถึงงานจัดการด้านสุขภาพของผู้คนในชุมชน ซึ่งดูจะเป็นเรื่องราวพื้นฐานที่ชุมชนอื่น ๆ อาจจะคิดว่าไกลตัว แต่ที่นี่ขับเคลื่อนงานเหล่านี้และสามารถสร้างสภาผู้นำชุมชนให้เข้มแข็ง และต่อยอดไปสู่การคิดกิจกรรม แผนเพื่อพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ได้ด้วยการพูดคุยกันทุกเดือน ที่เรียกว่า “ประชุมสภาผู้นำชุมชน” ในแต่ละเดือนด้วย
สิ่งที่ปรากฏชัดและเห็นได้ด้วยตาเมื่อมาสัมผัสคือ ทุกหมู่บ้านในตำบลผักไหมแห่งนี้ จะมีแผนผังผู้นำชุมชน สภาผู้นำชุมชน ป้ายกฎ กติกา ระเบียบข้อบังคับ และข้อตกลง ที่ติดให้เห็นเด่นชัดกลางศาลาประชาคมของแต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงด้านการซื้อ/จำหน่ายแอลกอฮอล์ หรือมาตรการที่ชุมชนร่วมกันออกแบบเพื่อป้องกันผู้ใช้สารเสพติดต่าง ๆ และป้ายมาตรการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงป้ายกิจกรรม รณรงค์ตามวาระและโอกาสที่ชุมชนมีด้วย และในปัจจุบันนี้แต่ละหมู่บ้านก็สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของกลุ่มต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
และด้วยที่ตำบลผักไหม มีการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพทุกหมู่บ้าน ทำให้ชุมชนเกิดการตื่นตัวและพัฒนาหมู่บ้านของแต่ละคนให้น่าอยู่ สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่หน้าบ้านหรือหลังบ้านมักจะมีการปลูกพืชผักสวนครัวกับแทบทุกครัวเรือน อาทิ ผักบุ้ง ผักกาด ผักชี พริก ตะไคร้ โหระพา ถั่วฝักยาว และอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิด ซึ่งก็เป็นการจัดการชุมชนให้เห็นถึงการรักษารากเหง้าวิถี และอยู่กับตัวตนความเป็นจริงของตัวเองด้วย โดยไม่ต้องมีการจับจ่ายซื้อของเพื่อประกอบอาหารให้สิ้นเปลืองนัก
แม้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูแล้ง สภาพทุ่งนาของหลาย ๆ หมู่บ้านกลับปรากฏให้เห็นพืชในแปลงนาที่กำลังออกดอกงดงาม แทนที่ข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไป ซึ่งมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชหลังนา คือ กระเจี๊ยบ และปอเทือง เป็นต้น ซึ่งการปลูกพืชเหล่านี้ไม่เพียงแต่บำรุงสภาพดินแล้วยังเป็นการสร้างรายได้ด้วยการเก็บกระเจี๊ยบขาย หรือนำเมล็ดกระเจี๊ยบออกจำหน่ายได้ด้วย
นี่คงเป็นความเข้มแข็งของชุมชนที่มีการวางแผนและมีกระบวนการทำงานที่เป็นขั้นตอนตั้งแต่วิธีคิดและการดำเนินการ ด้วยผลประโยชน์ของผู้คนในชุมชนด้วย
“หลายปีที่ผ่านมา สังเกตเห็นได้ถึงการพัฒนาทั้งวิธีคิดและการดำเนินการของหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เขามีสภาผู้นำชุมชนร่วมกันวางแผนและออกแบบกัน หน่วยงาน อบต.เองก็ทำได้แค่หยิบเอาแผนงานที่ชุมชนทำข้อมูลหลักเอาไว้แล้วมาเข้าแผนงานของ อบต. ซึ่งถ้า อบต.ลองทำเป็นไม่ใส่ใจสิ่งที่ชุมชนคิดเอาไว้สิ เป็นเรื่องแน่ เพราะอย่างน้อยที่สุด สภาผู้นำชุมชนของแต่ละหมู่บ้านนั้น ๆ ไม่ยอมแน่นอน” บทสรุปที่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม ได้กล่าวชื่นชมถึงความเข้มแข็งของชุมชน
ซึ่งก็ตรงกันกับที่คุณ ตรีทิพย์นิภา บัวบาน นักวิเคราะห์และบริหารโครงการ สำนักสร้างสรรค์โอกาส สสส. ได้ให้ความเห็นกับหน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหมแห่งนี้ว่า “วิธีการทำงานของนายก เป็นกุศโลบายที่ค่อนข้างแยบยลมากเลย ใช้เจ้าหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นายกพัฒนาคนได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ธุรการ ครูศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์รวมไปถึงเจ้าหน้าในสำนักงาน เพราะเขาเหล่านี้คือกำลังสำคัญของ อบต.ในการทำงานของพื้นที่ตัวเองต่อไป ซึ่งเห็นความพิเศษของพื้นที่แห่งนี้ คือ เนื่องการการทำงานของภาครัฐนั้นเขาต้องทำงานตามโครงการ แต่สำหรับที่นี่ เขาทำงานจากข้อมูลร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี นี่ล่ะ คือกุศโลบายที่ท่านนายกมี วิสัยทัศน์ที่ท่านนายกมีไม่เหมือนใคร”
นี่คงเป็นพื้นที่หนึ่งในบรรดาอีกหลายพื้นที่ ที่ท้องที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นและมีสภาฯมาขับเคลื่อนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าชุมชนก็คือ สภาผู้นำชุมชน สามารถคิดและวางแผนว่าตัวเองต้องการอะไร จะทำอะไร แบบไหน แล้วเสนอสิ่งเหล่านั้นสู่ท้องถิ่นหรือทำงานเสนอผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยมีท้องถิ่นหนุนเสริมและเดินไปด้วยกัน และสามารถจัดการชุมชนทั้งตำบลให้น่าอยู่ได้ด้วยกุศโลบายที่ชวนสภาผู้นำแต่ละชุมชนคิดและวางแผนร่วมกัน ด้วยหน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนที่ชื่อ “หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” แห่งนี้
.
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
.

[มีคลิป] สร้างงานศิลป์ พัฒนาสมองที่สดำ | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]

การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การเรียนรู้ไม่ใช่การเรียนแต่วิชาการอย่างเดียว แต่หากหมายถึงการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติรวมถึงการจินตนาการ อันนำไปสู่การพัฒนาสมองและสร้างผลงานที่ดีได้ด้วย และการพัฒนาสมองซีกขวานั้น ก็คือการสร้างงานศิลปะ


ที่โรงเรียนบ้านสดำ ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นโรงเรียนที่มีความโดดเด่นในการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการลงมือทำด้านเกษตร โดยมีพื้นที่รอบบริเวณโรงเรียนรายล้อมไปด้วยพืชผักสวนครัวและมีการนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียนและจำหน่ายให้กับผู้ปกครองนักเรียนรวมถึงผู้สนใจทั่วไป และอีกอย่างหนึ่งที่โดดเด่นอย่างมาก ก็คือ กีฬาเซปักตะกร้อ ที่มีชื่อเสียงประดับประเทศติดต่อกันหลายปี รวมถึงเป็นตัวแทนของจังหวัด ตัวแทนภาคในการแข่งขันมาตลอด นี่คือจุดเด่นเบื้องต้นของโรงเรียนที่มีชุมชนชาวกูยอาศัยอยู่ 99.5 เปอร์เซ็นต์

ในเช้าของวันหยุดอย่างเช่นวันนี้ (๐๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓) โรงเรียนได้จัดกิจกรรม “สนุก สุข หรรษา กับค่ายศิลปะ” โดยได้มีวิทยากรผู้เป็นครูสอนศิลปะมากว่า ๒๐ ปี
“กิจกรรมของโรงเรียนเราแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ตามช่วงชั้นวัย คือ ระดับ ป.๑ – ๒ ได้เรียนรู้ศิลปะกับสีไม้  ส่วนระดับชั้น ป.๓ - ๖ เป็นการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้วยสีเทียน เพื่อเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากที่ผ่านมาเราสอนนักเรียนหนังสือและขาดความคิดสร้างสรรค์ขาดจินตนาการ โดยมีวิทยากรด้านศิลปะซึ่งเป็นครูข้าราชการบำนาญ เป็นผู้ให้ความรู้กับนักเรียน” ครูกรพันธุ์ ระงับภัย คุณครูโรงเรียนบ้านสดำ เล่าถึงที่มาให้ฟัง  

“ศิลปะ เป็นวิชาที่พูดถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองซีกขวา ที่พวกเราส่วนมากละเลย เพราะไปเน้นด้านงานวิชาการ รวมถึงติวสอบเพื่อแข่งขันกันจนเกินไป เราปล่อยให้เด็กนักเรียนจินตนาการกันเองจากโทรทัศน์และวีดิโอเกมส์ ซึ่งเป็นการจินตนาการที่เลวร้ายมาก ทำให้มีความคิดที่สร้างสรรค์น้อยมาก แต่งานศิลปะทำให้เขาคิดและได้ลงมือทำ จิตใจเขาจะนิ่งอยู่กับการเดินเส้น ลงสีและสร้างสรรค์อย่างที่เขาอยากจะให้พัฒนาไป จะทำให้เกิดสมาธิ ทำให้เกิดสุนทรียภาพทำให้จิตใจอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ดึงพลังด้านบวกในจิตสำนึกของตัวคนนั้น ๆ ออกมาและสามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นได้ชม ทำให้คนชมมีความสุขและคนที่สร้างงานศิลปะก็มีความสุขไปด้วย” พัทธ์ฒวรรตน์ จันทร์นาม หรือที่เรียกว่า “ลุงวัฒน์ สอนศิลป์” พูดถึงงานศิลปะ และก็ทิ้งท้ายด้วยว่า งานศิลปะที่ดีควรจัด ๒ วันเป็นอย่างน้อยเพื่อที่จะให้ได้ชิ้นงานที่ดีและสามารถนำไปต่อยอดได้ด้วย
งานศิลปะ เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยได้ถูกเอ่ยถึงในสถานศึกษานัก อาจจะไม่ได้อยู่ในวิชาหลักสูตรหลักด้วยซ้ำ หรืออาจจะเป็นเพียงวิชาเสริมเท่านั้นเอง ทั้งที่เป็นสิ่งที่กระตุ้นสร้างจินตนาการของนักเรียนให้เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ เพราะนั่นคือการพัฒนาสมองซีกขวาให้เด็กได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ที่โรงเรียนบ้านสดำแห่งนี้ ก็ได้เพิ่มกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้นักเรียนได้สนุก ได้วาด ได้เขียนขีด ลากเส้นโดยมีครูผู้เชี่ยวชาญมาเพิ่มองค์ความรู้ด้านนี้ให้แบบถึงที่
อยากเห็นวงการศึกษาเรา ให้ความสำคัญเรื่องการคิดวิเคราะห์ เรื่องการจินตนาการได้ เราก็ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการด้านศิลปะให้กับนักเรียนด้วย คงดี
.
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
























วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

[มีคลิป] พรมแดนเรายังรักกัน สานสัมพันธ์ด้วยดี | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]

ความสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่มีพื้นที่ติดกับประเทศไทยเราเอง เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่ควรใส่ใจในทุกมิติ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหากพูดถึงคำว่าประเทศเพื่อนบ้านขึ้นมาแล้ว คำว่า “พรมแดน” จึงเป็นความหมายที่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

พรมแดน ตามความหมายจาก พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า [พฺรม] เป็นคำนาม คือ ขีดขั้นเขตแดน แดนต่อแดน คำนี้เป็นคำเขมร (ข. พฺรํแฎน)
ฉะนั้นแล้ว คำนี้ ทั้งไทยและชาวกัมพูชาเอง ใช้เป็นคำเดียวกัน โดยรู้ว่า นี่คือรอยต่อของกันและกันนั่นเอง ที่เอ่ยมาข้างต้น ชวนคิดต่อว่า แค่คำเรายังใช้คำเดียวกัน นั่นแสดงว่าอาจจะยังมีอีกมากมายที่เราใช้ด้วยกัน ปฏิบัติเหมือนกัน อาทิ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาหารการกิน วิถี ชาติพันธุ์ การสื่อสาร รวมไปถึงเครือญาติที่เหมือน ๆ กันหรือใกล้เคียงกันนั่นเอง
ด้วยเพราะพรมแดนมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงระหว่างประเทศยิ่งต้องระมัดระวัง หากมีการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้วทำให้อีกฝั่งประเทศไม่สบายใจ หรือผิดกับหลักวิถี ประเพณี หรือผิดระเบียบซึ่งกันและกันที่ส่งผลกระทบต่อกันแล้ว ยิ่งก่อให้เกิดความบาดหวางระหว่างกันได้ แม้จะอยู่ใกล้กัน เพียงสื่อสารกันรู้เรื่องแต่คนละประเทศที่กั้นด้วยพรมแดนคน ยิ่งต้องระวัง
ทว่า หน่วยประสานงานเพื่อความมั่นคง กลับมีหน้าที่หนึ่งที่เป็นหน้าที่หลักเพื่อสานสัมพันธ์อันดีระหว่างกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ที่ปฏิบัติหน้าที่บนเทือกเขาพนมดงรัก (พนมดอกแรก) อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ
วันนี้ (๗ ก.พ. ๖๓) ออกปฏิบัติหน้าที่ โดยมีภารกิจสอนหนังสือและมอบขนมและเครื่องใช้สอยสำหรับนักเรียนบางส่วน ณ โรงเรียนสระชุก ต.ตระเปียงไปร อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ในแนวตะเข็บชายแดนกัมพูชา – ไทย ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เดินทางด้วยรถยนต์เพียง ๕ นาทีโดยประมาณ
โรงเรียนในประเทศกัมพูชา ทำการเรียนการสอนในแต่ละวันมีสองช่วงเวลา คือช่วงเช้าและช่วงบ่าย โดยจะเรียนแค่ชั้นละช่วงเท่านั้น หากชั้นไหนมีการกำหนดเรียนในช่วงเช้า ก็เรียนช่วงเช้าถึงเที่ยงแล้วเลิกกลับบ้านได้ ส่วนชั้นไหนที่เรียนช่วงบ่ายก็มาเรียนบ่ายถึงเย็น โดยวันนี้ เราได้ติดตามหน่วยเจ้าหน้าที่ฯ มาร่วมสนุกกับนักเรียนในช่วงเช้าโดยมีการทำกิจกรรมสอนภาษาไทยให้กับนักเรียนในชั้น ป.๕ (ทะนะตี ปรัม มวย)
“เราได้ทำกิจกรรมสอนภาษาไทยให้กับนักเรียนโดยให้น้อง ๆ ได้รับความรู้ในด้านการอ่านการเขียนขั้นพื้นฐานจะได้สื่อสารกับคนไทยได้ โดยหน่วยเราได้จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่เราจัดกิจกรรมนี้ และได้นำขนมและอุปกรณ์การเรียนและเครื่องใช้สอยมามอบให้ด้วย” ภัทรวุฒิ  โสภานนท์ เจ้าหน้าที่หน่วยประสานงานเพื่อความมั่นคงประจำอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟัง
โดยในกิจกรรม มีเจ้าหน้าที่ได้มอบความรู้ และพาน้อง ๆ นักเรียนทำกิจกรรมเรียนรู้และวาดภาพระบายสีอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง สร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นและมิตรภาพระหว่างกันได้เป็นอย่างดี
และด้วยระยะเวลาจำกัด ที่นักเรียนต้องเลิกเรียนทำให้ความสนุกสนานสิ้นสุดลง
“ทางโรงเรียนเรามีนักเรียนจำนวนมาก มีครูผู้ชาย ๑๐ คน ครูผู้หญิง ๑๐ คน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ทางไทยเห็นความสำคัญและเอากิจกรรมมาให้ชาวกัมพูชาได้เรียนรู้และสนุกสนานกัน ทางโรงเรียนเราอยู่ติดชายแดนแบบนี้ก็ได้มีกิจกรรมแบบนี้ตลอดซึ่งอบอุ่นมาก สิ่งที่โรงเรียนเรายังขาดอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องบริบทพื้นที่คงยังต้องปรับแต่งอีกมากเลย อยากให้มีกิจกรรมแบบนี้บ่อย ๆ เด็ก ๆ ได้สนุกและผ่อนคลายได้มากด้วย” คอย เวือน ผู้อำนวยการโรงเรียนสระชุ กล่าว

แม้ว่าในแต่ละห้องจะมีจำนวนนักเรียนมาก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการสอนของที่นี่ ชุดฟอร์มของครูเองก็ไม่ได้ถูกจัดระเบียบว่าต้องมีชุดนั้นชุดนี้ แต่ดูแล้วสะอาดตาเป็นใช้ได้ ส่วนนักเรียนเองเสื้อสีขาว กางเกงและกระโปรงสีน้ำเงินอมดำขายาว เป็นเช่นนี้ทุกวัน
ก่อนจะเลิกกิจกรรม ทางหน่วยประสานงานเพื่อความมั่นคงประจำอำเภอภูสิงห์ ให้กล่าวกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่าจะมีกิจกรรมเล่นกีฬากับคณะครูด้วย ซึ่งก็ได้รับการตอนรับและรอกิจกรรมดี ๆ ในครั้งต่อไป  และในขณะที่เลิกเรียนเราได้เห็นน้อง ๆ นักเรียนที่ได้รับมอบหมายเป็นชุดดูแลความปลอดภัยในการข้ามถนนของนักเรียน สวมเป็นชุดลำลอง เสื้อจราจรสะท้อนเสียงและมีแผงกั้นมาคอยอำนวยความสะดวกด้วย เป็นภาพที่สัมผัสได้ถึงการจัดการของโรงเรียนชายแดนในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินเบื้องต้นด้วย

นี่คงเป็นอีกกิจกรรมน้อย ๆ ที่สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว มิตรภาพของทั้งสองฝั่งยังเกื้อกูลกันและกัน สร้างสิ่งดีงามให้เกิดระหว่างกัน ซึ่งแม้ระยะเวลาจะไม่มากนัก แต่ก็ได้เห็นแววตาน้อย ๆ ใสซื่อของเด็กนักเรียนชาวกัมพูชาที่ตั้งใจและใส่ใจในการเรียนการสอนครั้งนี้
.
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
.

.

























ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...