วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ชีวิตชาวนา ที่ต้องจัดการเอง [มีคลิป]

ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีที่ผ่านมา ชาวนาบางส่วนมีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ทำนาดังกล่าว โดยปลูกในพื้นที่ปลูกข้าว ใช้ระยะเวลาสั้น หรือเรียกว่า “มันปรัง” โดยนิยมปลูกช่วงเดือนมกราคม และจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนที่จะหว่านข้าวในรอบปีนั้น ๆ คือช่วงเดือน มิถุนายน - กรกฎาคม หรือพอที่ขนาดของหัวมันสำปะหลังใหญ่พอจะตัดถอนเพื่อขายได้ และใช้พื้นที่ดังกล่าวนั้นหว่านข้าวต่อไป
ที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นพื้นที่ที่ไม่มีคลองส่งน้ำหรือระบบน้ำชลประทาน ทำการเกษตรแต่ละอย่างต้องคอยดูฟ้าฝนเป็นหลัก และต้องเก็บเกี่ยวให้ทัน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเสียหายรวมถึงไม่สามารถจำหน่ายได้เลยก็เป็นได้ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับน้ำที่ไหลบ่ามาจากทิศใต้คือเทือกเขาพนมดงรัก พรหมแดนไทย-กัมพูชา ไหลบ่ามาสมทบตามทางน้ำธรรมชาติที่เคยมีในอดีตท่วมพื้นที่แปลงนาของชาวบ้านกันทรอม กันทรอมน้อย มาสู่พื้นที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ โดยพื้นที่นาดังกล่าวนั้นมีการปลูกพืชหลังนาอย่าง “มันสำปะหลัง” กำลังเป็นพืชที่ชาวนาปลูกไว้เพื่อหวังผลผลิตในการเก็บเกี่ยวเพื่อขายใช้จ่ายในครอบครัวนั่นเอง และเป็นอีกครั้งที่ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยการ ตัดต้นมัน ถอน และตัดนำหัวมันขึ้นรถเพื่อขายกันอย่างเร่งรีบ ด้วยสภาพมันที่อยู่ใต้ดินและไม่ทนกับน้ำ ส่งผลให้หัวมันจะเน่าเสีย ไม่สามารถนำไปขายได้นั่นเอง
เฉลิมวงศ์ โพธิสาร เล่าว่า ปีนี้ เริ่มปลูกมันสำปะหลัง ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมแล้ว ไปซื้อลำต้นมันสำปะหลังและไปขนมาเองด้วย เพื่อนำมาปลูกในแปลงนาที่เกี่ยวข้าวเสร็จ ดีกว่าปล่อยที่ไว้เปล่า ๆ และปีนี้ก็ถอนเร็วกว่าทุกปีเลยเพราะฝนตกมา มันบางส่วนก็เน่าแล้วด้วย และอีกอย่างคือเรามีรถเครื่องจักรทุ่นแรงของตัวเองด้วย ช่วยทุ่นแรงได้เยอะ ทั้งไถ ทั้งลากทั้งดึงโดยเราเอารถตุ๊กตุ๊กลงมาได้เลย
สมถวิล โพธิ์กระสังข์ เล่าเป็นแนวทางเดียวกันว่า ปีนี้ราคาขายมันสำปะหลังของเรา ดูเหมือนจะดีกว่าทุกปี ที่มันสำปะหลังสวยและกำลังโตได้เต็มที่ เพราะทุกปีที่ขายอยู่ที่ราคา 1-2 บาท / กิโลกรัมเท่านั้น แต่ปีนี้ราคาลานมันสำปะหลังเปิดที่ราคา 2.15 บาท / กิโลกรัม ทำให้ชาวนาที่ปลูกมันสำปะหลังช่วงฤดูแล้งเช่นนี้ยิ้มได้บ้าง อีกทั้งมีลานรับซื้อมันปะหลังเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถเลือกที่จะไปขายที่อื่นได้ด้วย แต่ที่น่าเศร้าใจที่สุดสำหรับคนปลูกมันสำปะหลังก็คือ ปีนี้ฝนตกและน้ำท่วมเร็วกว่าทุกปี ทำให้ต้องเร่งถอนและนำไปขายให้ทันกับมันที่มี ไม่เช่นนั้น มันจะเน่าเสีย ไม่สามารถขายได้ พอกลางวันก็ได้กินข้าวร่วมภาชน์กันได้บรรยากาศบ้านนอกดีครับ
เช่นเดียวกับ ตาน้อย เกษตรกรชาวบ้านบกสดำ เล่าให้ฟังขณะกำลังเร่งรีบถอนมันที่ถูกน้ำท่วมเกือบถึงหัวเข่าว่า ปีนี้น้ำฝนก็ตกตลอด และน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาพนมดงรักก็มาสมทบอีกรอบ ทำให้น้ำท่วมนาที่ปลูกมันสำปะหลังไว้อย่างรวดเร็ว เราต้องรีบถอน ถ้าปล่อยไว้อีก 2-3 คืน ในสภาพที่น้ำท่วมแบบนี้ หัวมันจะเน่าเสียแน่นอน และไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะสภาพของมันสำปะหลังจะไม่ทนน้ำได้นานนั่นเอง
บุญธรรม โพธิ์ศรี บอกว่า ปีนี้แทบไม่ได้หยุดเลย ต้องไปช่วยพี่น้องเกือบทุกวัน เพราะแต่ละคนก็ต้องเร่งต้องรีบให้ทัน ก่อนที่มันสำปะหลังจะเน่าเสียหมด ช่วยกันคนละครั้ง คนละรอบ ตามวิถีชาวนาพวกเราที่ต้องช่วย ๆ กัน วิถีของเกษตรกรที่จะปลูกพืชชนิดใด ก็ย่อมต้องการผลผลิตกันทั้งนั้น แต่สำหรับชาวนาเขตตำบลโพธิ์กระสังข์และใกล้เคียง แม้ไม่มีคลองส่งน้ำหรือชลประทานแต่อย่างใด แต่ก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ผลผลิตพืชต่าง ๆที่ปลูกไปนั้นได้ผลผลิตราคาดี ไม่เน่าไม่เสีย ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลก็พอ และหากจะให้ดีกว่านี้ หากรัฐบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเกษตรกรให้มาก เข้าใจ เข้าถึงรับรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ แบบเป็นกันเองคงดีไม่น้อยเลย ชาวนาคงได้ลืมตาอ้าปากได้

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2565

สืบสาน “บุญเดือนสี่” วิถีกวย

สืบสาน “บุญเดือนสี่” วิถีกวย
“เทศน์มหาชาติ” คือคำเรียกขานของงานบุญเดือนสี่ ที่เป็น 1 ในฮีต 12 คอง 14 ของอีสาน หรือที่เรียกว่า “บุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ” นั่นเอง ซึ่งที่ชุมชนชาวกวยสังกัดวัดไตรราษฎร์สามัคคี อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ยังคงสืบสานเอาไว้ให้คงอยู่คู่ชุมชน แม้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ก็ตาม ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้การสืบสานประเพณีวิถีวัฒนธรรมห่างหายไป โดยเฉพาะงานบุญเดือนสี่ที่ชาวชุมชนต่างให้ความสำคัญ ให้ความร่วมมือ ช่วยกันประดับประดาและร่วมสืบสานด้วยการฟังเทศน์มหาชาติเช่นทุกปี ถูกระงับไปด้วยตามมาตรการของรัฐที่ผ่านมาเช่นกัน และในปี 2565 นี้ ไวรัสโคโรนา 2019 ก็ยังคงมีอยู่ในทุกพื้นที่ รวมไปถึงในพื้นที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ด้วยเช่นกัน แต่เพื่อเป็นการรักษาไว้ คงไว้ สืบสานไว้ซึ่งสิ่งดีงาม จึงมีการประชุมกันขึ้นเพื่อหาแนวทางเรื่องนี้
พระครูสังวรวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดไตรราษฎร์สามัคคี เล่าให้ฟังว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 จะมีอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้มีเฉพาะพื้นที่เรา มีทุกพื้นที่ เราก็ต้องช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการของรัฐด้วย ในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการสืบสานที่เราเคยทำมาตลอด ก็ต้องรักษาไว้เช่นกัน ซึ่งเราไม่ได้จัดงานบุญเดือนสี่มาตั้งแต่เกิดโควิด-19แล้ว ถึงอย่างไร ก็ควรจัดเอาไว้ให้คงอยู่ตามความเป็นไปได้ และช่วยกันรักษาและปฏิบัติตามระเบียบของทางภาครัฐด้วยดี
ธีรพล แก้วลอย คณะกรรมการดำเนินงาน เล่าให้ฟังว่า บุญประเพณีในครั้งนี้ ชุมชนจะเหนื่อยกว่าเดิม ด้วยว่า โควิด-19 ทำให้คณะทำงานบางคนต้องกักตัว และการทำงานที่ต้องระวังและดูแลกันมากขึ้นด้วย การเตรียมงานต่าง ๆ เลยมีการเตรียมการล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ รวมถึงต้องมีการวางแผนล่วงหน้าในเหตุการณ์ต่าง ๆ พอสมควรเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทุกคนด้วยดีเช่นกัน
และในกำหนดวันจัดงานบุญประเพณีนี้ ได้ดำเนินการในวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2565 โดยมีการสมมุติเขาวงกตขึ้นที่หนองผือ ทิศตะวันออกของหมู่บ้านซำ และนครสีพีเป็นวัดไตรราษฎร์สามัคคี รวมถึงมีการฟังเทศน์มหาชาติตลอดทั้งวัน โดยมีการนิมนต์พระนักเทศน์ทำนองอีสาน เป็นการเทศน์มหาชาติ 3 ธรรมาสน์จากจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ พระครูมงคลชยากร เจ้าอาวาสวัดมงคลสวรรค์ อำเภอศรีเมืองใหม่ พระอธิการสีนวล ปิยสีโล เจ้าอาวาสวัดห้วยฝ้าย อำเภอตระการพืชผล และพระอธิการสายัน วิสารโท เจ้าอาวาสวัดห้วยหวาย อำเภอตระการพืชผล หลวงพ่อทั้งสามรูปเมตตาเทศน์ให้สาระกับสาธุชนที่มาร่วมฟังตลอดวัน และมีการทำบุญตักบาตรในวันรุ่งเช้าอีกวันที่ 25 เป็นการเสร็จการสืบสานงานบุญประเพณีของชุมชนวัดไตรรราษฎร์สามัคคี ประจำปี 2565 การสืบสานวิถีวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนเป็นสิ่งดีงาม เป็นการคงไว้ซึ่งเรื่องราววิถีให้คงอยู่คู่กับชุมชน ซึ่งชุมชนสังกัดวัดไตรราษฎร์สามัคคี เล็งเห็นความสำคัญของงานบุญประเพณีนี้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม แต่ก็ต้องดำเนินการด้วยมาตรการของภาครัฐ และเพื่อให้วิถีบ้านเรายังคงอยู่สืบไป

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565

สาระจากศพ เลิกกันเถอะ... ประเพณีกวย ที่หาชมได้ยาก [HugHouse : สุขนี้ที่บ้านเรา]

อีกหนึ่งประเพณีที่อยู่ซ่อนอยู่ในงานอวมงคลสำหรับชาวกวยที่ยังยึดถือฮีตคองเดิมอยู่ โดยที่ชุมชนชาวกวย,กูยโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องประเพณีดั้งเดิมที่เคยยึดถือและปฏิบัติกันมา ที่ว่าด้วยเรื่องการสูญเสียชีวิตของคนในครอบครัว หากเกิดขึ้น เมื่อมีคู่รักเสียชีวิต อีกฝ่ายที่ยังอายุไม่มากหรือยังอยู่ในวัยกลางคน และมีพยานรักด้วยกัน ตามความเชื่อของชุมชนแล้ว จำต้องทำพิธีตัดขาดกันระหว่างสกุลทั้งฝ่ายผู้เสียชีวิตและคนที่ยังอยู่เสียก่อน แล้วค่อยทำพิธีเรียกขานบอกรักกันอีกรอบในภพภูมิปัจจุบัน
โดยพิธีการจะเริ่มด้วย พ่อพราหมณ์ได้อธิบายประเพณีแบบดั้งเดิมให้ทั้งฝ่ายสามีและภรรยาได้ทราบถึงวิธีการและพิธีการ ซึ่งมีการเตรียมขันโตก 2 ชุด ในปัจจุบันเป็นถ้วยที่ตวงด้วยข้าวสารจนเต็มแล้วมีจวย (กรวยดอกไม้) จำนวน 4 ชุดปักบนพานขันโตกและมีด้าย ฝ้ายสายสิญจน์เพื่อผูกข้อต่อแขนประกอบด้วย รวมทั้งมีการเตรียมใบตองแห้งและใบตองสดไว้ แบ่งเป็นสองชุด เช่นเดียวกัน
เมื่อพร้อมแล้ว ให้คู่รักและตัวแทนครอบครัวฝ่ายที่เสียชีวิตนั้น นั่งเหยียบขาหันหลังให้กัน พ่อพราหมณ์จะเอ่ยบอกถึงพิธีการพร้อมทั้งบอกว่า “ต่อไปนี้ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ร่วมโลกเดียวกันแล้ว ไม่ได้เป็นผัวเมียกันแล้ว ให้ตัดขาดกันเสียชาตินี้” เมื่อเสร็จการเอ่ยถึง ให้ทั้งคู่ ฉีกใบตองแห้งให้ขาดแตกออกจากกันแล้วยื่นแลกเปลี่ยนใบตองนั้น ๆ ให้กัน แบบหันหลังให้กัน และพ่อพราหมณ์ก็เอ่ยต่ออีกว่า “ในภาพชาติแห่งความเป็นจริงได้ตัดขาดความเป็นผัวเมียแล้ว แต่ความเป็นสกุลที่เป็นดองเป็นญาติกันนั้นยังต้องดำเนินการต่อไป มีบุญ มีงาน ยังต้องถามไถ่ บอกกล่าวกันต่อไปได้ เพราะเรามีบุญวาสนาร่วมกัน” ครั้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ฉีกใบตองสดให้ขาดเป็นรั้วเป็นชิ้นออกจากกัน แล้วยื่นให้กันเหมือนเช่นที่ผ่านมา
พอเสร็จพิธีการแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหากมีอายุน้อยกว่าก็น้อมมอบพานขันโตกนั้นให้กับฝ่ายผู้สูญเสียไป พร้อมทั้งผูกข้อต่อแขนกันและกัน เป็นเสร็จพิธี
นี่คงเป็นอีกประเพณีพิธีการหนึ่งที่ไม่มีให้เห็นมากนัก จึงขอบันทึกเก็บเป็นเรื่องราวในความเป็นวิถีชาติพันธุ์ของกวย,กูยโพธิ์กระสังข์เอาไว้ อันเนื่องในงานบำเพ็ญกุศลศพ นางสาวนัดดา ขุนเศรษฐี (ครูน้ำ) ที่บ้านเลขที่ 107 หมู่ 1 ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 01 มีนาคม 2565 เรื่อง/ภาพ :ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

พระสงฆ์นักพัฒนา รับการเชิดชูเกียรติ [Hug House : สุขนี้ที่บ้านเรา]

“การปลูกต้นไม้ การสร้างป่าเสมือนการบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพานในป่า ฉะนั้น การปลูกต้นไม้ทำให้มีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามากที่สุด อีกทั้งช่วยโลกเราได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วย” พระครูสังวรวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดไตรราษฎร์สามัคคี อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เอ่ยถึงการให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้ ปลูกป่าในพื้นที่วัดและในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ของวัดและชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในการสร้างทรัพยากรให้มีชีวิตที่หลวงพ่อได้ทำให้เห็นและชวนชุมชนได้ปลูกร่วมกัน อันนำไปสู่การปลูกสำนึกดีในใจคน และการสร้างคนให้มีคุณภาพ
วัดไตรราษฎร์สามัคคี เป็นชุมชนชาวกวยศรีสะเกษ ที่มีการอนุรักษ์ วัฒนธรรม ประเพณี สืบสานสิ่งดีงามในความเป็นวิถีดั้งเดิม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งกายที่มาจากการทอผ้าไหมตัดเป็นเสื้อและผ้าถุง ผ้าโสร่ง เพื่อสวมใส่เองทั้งเด็กกระทั่งถึงสูงอายุ โดยเฉพาะในงานบุญประเพณีต่าง ๆ ที่มีในชุมชน นั่นคงเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของชุมชนที่นี่ และที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจและการทำงานด้านวิชาการไทบ้านที่มีงานวิจัยชุมชน ที่ขับเคลื่อนเพื่อศึกษาและรักษาไว้ซึ่งสิ่งดีงามดั้งเดิมให้คงอยู่ในงานวิจัย อาทิ "โครงการศึกษากลุ่มเยาวชนกับการฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีชาติพันธุ์กวย (ส่วย) : กรณีศึกษา ชุมชนวัดไตรราษฎร์สามัคคี บ้านตาตาและบ้านซำ ตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ” และมีอีกหลาย ๆ งานด้านวิชาการต่อมา ที่ขับเคลื่อนโดยคนในชุมชน
ซึ่งอีกหนึ่งที่ชุมชนวัดไตรราษฎร์สามัคคี ยังให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่นใด คือการสร้างคน สร้างพลังให้กับคนในชุมชนได้ขยับขับเคลื่อนไปด้วยกันได้ด้วยดีเสมอมา นั่นคือส่วนหนึ่งที่มี “พระครูสังวรวุฒิคุณ” เป็นพระสงฆ์ผู้คอยเป็นทั้งแกนนำ เป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นทั้งคณะขับเคลื่อน ชี้แนวทาง แนะนำให้ชุมชนได้ทำงานร่วมกันด้วยดี นั่นจึงเป็นเสมือนหนึ่ง แกนประสานหลักด้านความเป็น “พระสงฆ์นักพัฒนา”อย่างแท้จริง อีกรูปหนึ่ง ที่ไม่ได้นำพาเพียงเรื่องจิตใจอย่างเดียว แต่ได้นำพาในทุกเรื่องเพื่อสิ่งดีงามจะคงอยู่และดำรงต่อไปได้ ด้วยจากสิ่งที่ท่านได้กระทำมาทั้งปวง ไม่ได้เปล่า คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานเพื่อพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ (คปศ.) และองค์กรเครือข่าย ได้พิจารณาสรรหาองค์กร หน่วยงาน ข้าราชาการ และบุคคล ที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำความดีเพื่อประโยชน์สุขต่อสังคมด้วยดีเสมอมา มีการเล็งเห็นและคัดเลือกให้ท่านเข้ารับโล่เชิดชูเกียรติในงาน “คนดีศรีสะเกษ” สาขา “พระสงฆ์นักพัฒนา” ประจำปี 2564 โดยมีการเข้ารับโล่เชิดชูเกียรติดังกล่าวที่วิหารหลวงพ่อโต วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมีพระราชกิตติรังสี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม พร้อมกับนายนพ พงศ์ผลาดิสัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานมอบรางวัลคนดีศรีสะเกษ สร้างความปราบปลื้มปีติมายังศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนที่ทราบข่าว ร่วมแสดงมุทิตาจิตโดยพร้อมเพรียงกัน

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

แนวคิดการสร้างป่า หลวงพ่อพระครูสังวรวุฒิคุณ

 

#แนวคิดการสร้างป่า หลวงพ่อพระครูสังวรวุฒิคุณ

“การปลูกต้นไม้ การสร้างป่าเสมือนการบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพานในป่า ฉะนั้นการปลูกต้นไม้ทำให้มีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามากที่สุด”

พระครูสังวรวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดไตรราษฎร์สามัคคี อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นับว่าเป็นนักฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานสิ่งดีงามของชุมชนให้อยู่คู่กับวิถีชาติพันธุ์ความเป็นกวย,กูยเรามาช้านาน



นอกจากกิจวัตรและกิจของสงฆ์แล้ว สิ่งที่ท่านทำให้เห็นเด่นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การสร้างทรัพยากรป่าให้เกิดอย่างต่อเนื่อง ที่ไม่เพียงแค่การบรรยาย เทศนาแต่ยังนำพาปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ขึ้นเสมอ ๆ ทั้งที่วัด ชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ ด้วย


“การปลูกต้นไม้ สร้างป่าเสมือนการบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพานในป่า ฉะนั้นการปลูกต้นไม้ทำให้มีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามากที่สุด” การปลูกต้นไม้ทำให้ได้ฝึกสมาธิ ฝึกความอดทน นอกจากปลูกแล้วต้องดูและรดน้ำ ใส่ปุ๋ยจนกว่าต้นไม้จะอยู่รอดและเติบโตต่อไป



จุดเริ่มของการปลูกต้นไม้ คือ การปลูกบริเวณวัดเดิมมีพื้นที่ราว ๆ ๙ ไร่เศษ จากนั้นจึงขยับขยายพื้นที่รอบ ๆ วัด โดยได้รับความศรัทธาของญาติโยมที่ร่วมกันทำบุญซื้อที่ดินถวายวัดเพิ่ม ซึ่งตอนนี้มี จำนวน ๔๐ ไร่ ทางวัดทำการปรับภูมิทัศน์ให้เป็นพื้นที่โคกหนองนา มีหนองเป็นพื้นที่เก็บน้ำ มีพื้นที่โคกสำหรับปลูกต้นไม้ และมีพื้นที่สำหรับการทำนาอินทรีย์ ซึ่งเป็นนาข้าวอินทรีย์แปลงตัวอย่างให้กับชุมชน.
แนวคิดการปลูกต้นไม้สร้างป่า ยังขยายไปต่อที่พื้นที่สาธารณะชุมชน บ้านตาตา ชุมชนมีความตื่นตัวและมีส่วนร่วม ร่วมกันปลูกป่าฟื้นฟูในพื้นที่ป่าชุมชน จำนวน ๔๘ ไร่ รวมถึงรอบ ๆ หนองสาธารณะ หนองผือบ้านตาตา หนองผือบ้านซำ ซึ่งได้รับการหนุนเสริมจากหลวง พระครูสังวรวุฒิคุณ.



ที่สำคัญคือการทำให้เกิดนิเวศที่เกื้อหนุน เกิดความสมดุล หรือการสร้างป่าเพื่อเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนอากาศบริสุทธิ์ เป็นแหล่งอาหารอาหารปลอดภัย เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติ เป็นที่พักผ่อน และเป็นพื้นที่เชื่อมคนหลากหลายวัย ทั้งวัยเด็ก วัยทำงาน และวัยผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นพื้นที่ให้หน่วยงาน ภาคีเครือข่าย กลุ่มคนทำงานเพื่อสังคมได้มาพบปะ และทำงานร่วมกัน

สื่อประกอบ

นักข่าวพลเมือง : ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนบ้านตาตา จ.ศรีสะเกษ (25 ม.ค. 60)




เรื่อง /ธีรพล แก้วลอย
ภาพ /ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์


ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...