วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

[มีคลิป] หนึ่งวันกับแดนดินปราสาทอารยธรรมขอมแห่งบุรีรัมย์ประเทศ | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]



การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางในวันหยุดพักผ่อนกับครอบครัว โดยมีคำสะกิดจากคุณน้าที่เกริ่นเมื่อสองวันก่อนว่า “ไม่เคยได้ไปเห็นปราสาทหินพนมรุ้งเลยสักครั้ง จนจะอายุจะเข้า ๖๐ ปีแล้ว ซึ่งมันก็อยู่ใกล้ ๆ บ้านเราแค่นี้เอง” นี่คงเป็นแรงหนุนแรกที่มีพลังในการก่อเกิดการเดินทางในครั้งนี้
เมื่อใคร่ครวญดีแล้ว ประจวบกับในวันหยุดอันใกล้นี้ คือสัปดาห์แห่งวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ก็คือวันมาฆบูชา แม้จะเป็นเพียงข้าราษฎรก็ตาม แต่คิดว่านี่คงเป็นฤกษ์ดีแล้ว

๐๑. ข้อมูลกับการเดินทาง
เช้าวันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓  จึงได้บอกกับคุณน้าว่า เราไปปราสาทเขาพนมรุ้งกันในวันพรุ่งนี้นะ ได้คำตอบจากคุณน้าว่าจะบอกพี่น้องน้องก่อน และตกลงจะร่วมเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้ ผมจึงทำข้อมูลหาพื้นที่ใกล้เคียงและดูการเดินทางทันทีว่า เราจะใช้เวลาสักกี่มากน้อยในการเดินทาง โดยจะมีเป้าหมายหลักที่ “ปราสาทเขาพนมรุ้ง” เป็นหลัก และข้อมูลที่จะหาจาก Google และ Google map ข้อมูลที่ได้และอยู่ใกล้กับเป้าหมายหลักก็มี ปราสารทเขาพนมรุ้ง ปราสารทเมืองต่ำ คือคำตอบแรก นึกย้อนมาถึงว่า นอกจากปราสาทเหล่านี้ที่อยู่ใกล้เคียงกันแล้วมีที่ไหนอีกบ้าง จึงผุดคำว่า “เขาพระอังคาร” ขึ้นมาในหัวเพราะครั้งหนึ่งเคยทำข้อมูลเพื่อจะถ่ายทำเป็นงานสารคดี แต่ก็มีน้องทีมผลิตในพื้นที่ได้ถ่ายทำแล้ว และ “เขาพระอังคาร” จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่อยากไปเรียนรู้ด้วย และที่สำคัญก็คืออยู่ไม่ไกลกันนัก


นอกจาก ๓ แห่งที่คิดว่าอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันแล้ว จึงมองหาข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับอารยธรรมของหรือที่น่าเที่ยว น่าเรียนรู้อื่น  ๆ อีก ที่ได้คำตอบก็คือ “เขากระโดง” ที่อยู่บนภูเขาสูงต้องเดินขึ้นบันไดไปร่วม ๒๐๐ กว่าขั้น และอยู่ในพื้นที่ติดกับเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่กันคละฟากกับปราสาทเขาพนมรุ้ง แม้พื้นที่นี้จะมีเรื่องราวน่าสนใจและระยะทางที่อยู่กันคนละฟากกัน จึงถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลพื้นที่สำรองในการเดินทาง พอ ๆ กับเรื่องนามบอลและสนามแข่งรถบุรีรัมย์ก็ถูกตัดออกเพราะเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ได้สนใจเป็นข้อมูลหลักในการเดินทางนัก
จึงสรุปข้อมูลในการเดินทางไว้คร่าว ๆ คือ ปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และวัดเขาพระอังคาร ส่วนปราสาทข้างเคียง เช่น ปราสาทบ้านบุ ที่อยู่ในระแวกเดียวกันก็เก็บไว้เป็นข้อมูลสำรองเช่นเดียวกันหากเวลามีพอคงได้แวะกัน

๐๒. เขาพระอังคาร สถาปัตยกรรมอารยธรรมขอมผสมผสานประวัติศาสตร์แห่งพุทธ

การเดินทางในวันรุ่งขึ้น เริ่มต้นขึ้นแบบครอบครัว มีนักเดินทางร่วมกัน ๖ ชีวิตและมี ๓ ช่วงวัย คือ เด็ก วัยกลางคนและสูงอายุ
ผมเป็นพลขับ ทำหน้าที่อยู่หลังพวงมาลัยด้วยกระบะ แคปเตี้ย การนั่งโดยสารจึงแออัดบ้างตามสภาพรถ
๐๙.๑๕ น. ล้อหมุนจากบ้านตาตา ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ วิ่งไปทางทิศตะวันตกตามถนนทางหลวงหมายถึง ๒๔ จอดแวะปั้ม ปตท.สังขะและเติมน้ำมันรถ ๕๐๐ ขาไปให้เรียบร้อยแล้วบึ่งตรงไปที่เป้าหมายแรกคือ “เขาพระอังคาร” สาเหตุที่เลือกเป็นสถานที่แรกเพราะอยู่ใกลสุดในบรรดาปราสาทที่ดูข้อมูลมา ด้วยระยะทางตามหน้าปัดของ GPS คือ ๑๗๗ กิโลเมตร และถึงแยกประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ตรงไปอีกราว ๓๐ กม.เป้าหมายก็จะถึง แต่เราเลี้ยวซ้ายเข้าไปตาม GPS บอก เข้าสู่หมู่บ้านเจริญสุข หมู่ที่บ้านที่ขึ้นชื่อกลุ่มผู้ทอผ้าฝ้ายภูอัคนี ทว่าเป้าหมายของเราคือวัดเขาพระอังคาร จึงต้องตรงไปอีก เลยหมู่บ้านเจริญสุขไปเล็กน้อย เราสังเกตเห็นระหว่างทางมองไปข้างหน้า เหมือนเป็นภูเขาสีดำ ตั้งคำถามในใจว่า นั่นคงเป็นวัดที่เราจะไปเป็นแน่ พอขับรถไปเรื่อย ๆ กลับพบเป็นบริษัทที่ทำการแปรสภาพภูเขาเป็นสภาพละเอียดกองไว้เป็นกอง ข้าง ๆ กันพบป้ายชื่อบริษัทที่กระทำการดังกล่าวด้วย ซึ่งคิดเอาเองว่า คงเป็นชื่อบริษัทที่มาสัมปทานภูเขาลูกเหล่านี้เป็นแน่ และขับรถเลยไปเล็กน้อยถึงกับงงกับเส้นทางเพราะเจอทางแยกจะไปทางไหนดี ซ้าย ขวาหรือตรงไป จึงตัดสนใจตรงไปจึงมีป้ายบอกทางให้เห็น

ทางขึ้นเป็นภูเขา ถนนดี สะอาด แต่จะชันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องขับรถด้วยเกียร์ต่ำ ส่วนสองข้างถนน กลับพบต้นไม้น้อยใหญ่บนภูเขาเหล่านี้มีสภาพที่เหลือแต่ลำต้น หรือมีใบไม้ที่แปรสภาพเป็นสีน้ำตาล หรือแห้งกรอบ ส่วนต้นไผ่ที่เป็นกอ ๆ ก็มีใบเป็นสีเหลืองอ่อน บ่งบอกได้ว่าเป็นฤดูแห่งการผลิใบที่รอวันจะร่วงหล่น คงเป็นฤดูกาลของมัน จากทางตีนเขาสู่บนยอดเขาประมาณราว ๑๐ นาที เรามาถึงวัด ด้วยเวลาหน้าปัดรถแจ้งว่า ๑๑.๕๐ น. เราจอดรถใต้โดมใหญ่ที่มีรถจอดเป็นแถวก่อนแล้วราว ๗-๘ คัน เมื่อจอดรถ ดับเครื่องยนต์ได้ เจ้าหลานน้อยก็ได้เวลาโลดแล่นหลังจากถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในกรอบรถอย่างนิ่ง ๆ และใกล้ ๆ กันนั้นเราพบเจอ พระพุทธรูปบางไสยยาท (พระนอน) องค์ใหญ่ จึงนำคณะกราบไหว้ขอพร ก่อนจะขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปที่อยู่ในอุโบสถ
อุโบสถที่พูดถึงนั้น อยู่ติด ๆ กับพระนอน เพียงแต่ต้องเดินขึ้นไปเหมือนว่าอยู่บนภูเขาอีกลูก และรอบ ๆ ตัวอุโบสถนั้นมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยจำนวน ๑๐๙ องค์เรียงรายเป็นกำแพงอยู่ด้านนอก มีประตูทั้ง ๔ ทิศ แต่พอก้าวผ่านประตูเข้าไปก็พบเห็นใบเสมาศิลาแลงและเก่าโบราณมาก ที่เป็นปั้นรูปเทวรูปยืนถือดอกบัว ส่วนตัวอุโบสถเองจะมี ๓ ยอด ลดหลั่นกันมา และเท่าที่สังเกตไม่มีใบระกา หางหงส์เฉกเช่นอุโบสถทื่ต่าง ๆ ที่เราเคยพบเจอ หรือเพราะในอดีตการสร้างอุโบสถไม่มีใบระกา หางหงส์หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ก้าวขึ้นบันไดสู่ด้านในอุโบสถ เราพบเจอช่างกำลังบูรณะปฏิสังขรอยู่ภายใน จึงได้กราบไว้ขอพรพระพุทธรูปปางมารวิขัย และมีภาพวาดพุทธชาดกมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษบอกว่าภาพนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร โดยไม่มีภาษาไทยประกอบแต่อย่างใด
พอคณะเรากราบไหว้ขอพรภายในแล้วจึงเดินเลียบเลาะอุโบสถไปเจอะมณฑปที่อยู่ห่างไปเพียง ๕๐ เมตร มณฑปที่มีการการปั้นรูปพยานาคเป็นรอบขั้นบันไดขึ้นไป และภายในมณฑปมีพระพุทธรูปโบราณอยู่กายในด้วย และเดินสำรวจรอบ ๆ อ่านข้อมูลประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เป็นป้ายให้เราได้ศึกษา ยังมีพื้นที่จุดชมวิวมองลงมาด้านล่างได้อย่างสวยงาม
และก่อนที่จะไปที่รถ จึงเดินสำรวจสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้ ก็คือ ผ้าฝ้ายภูอัคนีแห่งบ้านเจริญสุขด้วย

เขาพระอังคารแห่งนี้ เดินชื่อว่า เขาลอย แต่ตั้งใหญ่ตามเรื่องราวที่มีการอัญเชิญเถ้าธุลีหรือพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ ตามเรื่องราวความเป็นมาที่จารึกเอาไว้ นี่
จึงเป็นเพียงจุดแรกที่ผมและครอบครัวมาเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของที่นี่





๐๓. ปราสาทเขาพนมรุ้ง สถาปัตยกรรมขอมบนยอดเขาที่สูงชัน


เมื่อได้เวลาเชยชมประติมากรรม สถาปัตยกรรมบนวัดเขาพระอังคารพอสมควรแล้ว เราจึงเคลื่อนรถล้อหมุนไปยังหมุดต่อไป เป้าหมายคือ “ปราสาทหินพนมรุ้ง” หรือ “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” มรดกอารยธรรมของโบราณอันลือชื่อ โดยเคลื่อนล้อจากหมุดแรกด้วยเวลา ๑๒.๕๒ น. ขากลับจากเขาพระอังคารลงเขา ดูเหมือนถนนจะชันลงมากกว่าก็ไม่รู้ มองสองข้างทางที่เหมือนแค่ต้นไม้ที่แข็ง แต่กลับเห็นสภาพท้องนาในเมืองต่ำแทน คงเพราะสายตาเรามองลงในที่ต่ำเป็นแน่
ตาม GPS อยู่ห่างจากหมุดแรกเพียง ๒๐ กิโลเมตรเท่านั้น ก็ไม่ถือว่าไกลนัก กด GPS แล้วไปตามนั้นเลย
เขาพนมรุ้ง แน่นอนว่าอยู่บนภูเขาเช่นเดียวกับเขาพระอังคาร แต่ชันกว่ากันเยอะ ถนนดีครับ และดีอีกอย่างที่เรามาตอนบ่ายนกว่าแล้ว รถไม่ค่อยมากนักคงเพราะนักท่องเที่ยวคงมาถึงก่อนเราตั้งแต่เช้าเป็นแน่เลย แต่กระนั้นก็ยังมีรถนักท่องเที่ยวให้เห็นไม่ขาดสายเท่าไรนัก จึงเอารถมาจอที่เชิงเขาทางขึ้นปราสาทเขาพนมรุ้ง
แม้ระยะทางจะดูเหมือนใกล้ ๆ กันกับหมุดแรก แต่หนทางที่ชันเป็นภูเขา เรามาถึงด้วยเวลา ๑๔.๐๐ น. พอดี พอจอดจึงพากันเข้าร้านอาหารกันทันที เพราะว่าท้องก็หน้าที่แสดงปฏิกิริยาแล้ว แม่และน้า ๆ เตรียมกระติกใส่ข้าวเหนียวและปลาแดกรวมถึงปลาแห้งที่ห่อมา และมีน้ำดื่มที่กรอกใส่ขวดน้ำอัดลมติดลงมาด้วย นี่ล่ะคือวิถีอีสานของแท้ เมื่อนั่งแล้วก็นั่งตำหมากหุ่ง ตำหมากถั่วอย่างละจาน และซดต้มแซบกระดูกหมู ๑ หม้อมีปลานิลย่าง ๑ ตัว อิ่มอร่อยกับอาหารในราคา ๕๖๐ บาท พออิ่มท้องแล้วจึงปล่อยให้ได้พักผ่อนเคี้ยวหมากพลูเป็นอาหารว่างเป็นของของหวานตามวัย ก่อนจะขึ้นไปยังตัวปราสาท ซึ่งก็มีค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท ส่วนเด็กและสูงอายุไม่เก็บค่าเข้าชมแต่อย่างใด
ปราสาทหินพนมรุ้ง ตามข้อมูลแล้วเป็นปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา (จักแม่นแปลว่าหยังบ่บุ..!)  อยู่บนภูเขาสูงจากพื้นดินราบประมาณ ๒๐๐ เมตร หรือประมาณ ๓๕๐ บาทจากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่บนภูเขาสูง บ้านดอนหนองแหน หมู่ที่ ๒ ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งโดยความหมายแล้วคำว่า “พนมรุ้ง” มาจากภาษาเขมรที่ว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาขนาดใหญ่ นั่นเอง

พอได้ขึ้นไป หลานเจ้าตัวเล็กวัย ๖ ขวบก็ได้แสดงท่าทีสนุกสนานอีกหน วิ่งปนเดินขึ้นเขาอย่างสนุกสนาน เหงื่อโชกแต่ไม่ยอมหยุดสักที สำหรับผมเองเดินถ่ายภาพไปเรื่อย รู้สึกกับความสุขในการมาทุกครั้งไป เหมือนได้มาเติมพลัง เดินรอบดูบรรยากาศและเห็นผู้คนนักท่องเที่ยวก็มากมาย แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนให้เห็นเลย คงเพราะโดนโคโรนาไวรัสกักกันเอาไว้
คุณน้าสายทอง สุดสังข์ เล่าให้ฟังขณะที่นั่งแหมะบนโขนหินศิลาแลงที่เป็นปราการกำแพงปราสาทภายในว่า “ไม่เคยมาเลยสักครั้ง ลูก ๆ กับคุณย่าหรือลูกหลานคนอื่น ๆ มากันทุกคนแล้ว ตอนแรกคิดว่าปราสาทคงอยู่กับพื้นดินทั่วไป คงไม่ได้อยู่บนภูเขาสูงอย่างนี้ พอมาเห็นแล้วประทับใจมาก มันคล้าย ๆ กับปราสาทเขาพระวิหารเราเลย น่าทึ่งและประทับใจมาก”
จึงเดินถ่ายภาพและชมไปเรื่อย ๆ อิ่มใจแล้วจึงให้ทุกคนออกมารอที่ป้อมยามด้านหลังปราสาท ผมจึงได้ย้อนลงไปทางขึ้นเหมือนตอนที่มาเพื่อไปเอารถและขับรถมารับที่ป้อมย้อมด้านหลังปราสาท แม้พระอาทิตย์จะดูอ่อนแรงลงมากแล้ว แต่สำหรับวันนี้แดดก็ไม่แรงนักเลย ลมเย็นแต่ด้วยเพราะเดินขึ้นชันมาก แต่ก็อิ่มเอมกับสิ่งที่ได้สัมผัสนั่นเอง
เราได้เคลื่อนล้ออีกหนไปสู่หมุดต่อไปด้วยเวลา ๑๕.๕๐ น.




๐๔. ปราสาทเมืองต่ำ เสมือนหน้าด่านสู่ปราสาทพนมรุ้ง



“ปราสาทเมืองต่ำ” คือเป้าหมายสุดท้ายตามกาลเวลาที่บอกเรามาในการเดินทางครั้ง จากปราสาทเขาพนมรุ้งใช้เวลาประมาณไม่นานนัก ซึ่งมาถึงที่นี่ด้วยเวลา ๑๖.๒๐ น. ซึ่งตาม GPS แล้วบอกว่าห่างกันเพียง ๘ กิโลเมตร แต่ว่าลงจากเขาอ้อมมาทำให้ดูเหมือนกว่าไกลกัน แต่แท้จริงแล้วน่าจะเป็นปราสาทเปิดทางขึ้นสู่ปราสาทเขาพนมรุ้ง ซึ่งปราสาทเมืองต่ำแห่งนี้อยู่บนพื้นที่ราบมีกำแพงเป็นศิลาแลงรอบตัวปราสาทเอาไว้ เราจอดรถแล้วก็บึ่งเข้าไปโดยเสียค่าเข้าชมราคาเดียวกันและรูปแบบเดียวกันครับ
โดยข้อมูลแล้ว ชื่อว่า “ปราสาทเมืองต่ำ” ไม่ได้ชื่อนี้แต่เดิม ซึ่งก็ไม่มีชื่อเดิมปรากฏ ที่เรียกว่า ปราสาทเมืองต่ำ เพราะอยู่ในที่ราบและต่ำกว่าปราสาทพนมรุ้งนั่นเอง แต่จัดว่าเป็นศิลปะการสร้างตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เหมือนเช่นปราสาทอื่น ๆ เป็นกลุ่มปราสาทมรรคโค (ความหมายของฮินดู) เป็นศาสนสถาน ศิลปะขอมแบบปาปวน อายุประมาณ พ.ศ. ๑๕๕๑ - ๑๖๓๐ (หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗
ที่แห่งนี้มีความน่าสนใจไม่แพ้ปราสาทเมื่อสักครู่เลย เดินอ้อมรอบตัวปราสาท ถ่ายภาพมุมต่าง ๆ ที่มีสระน้ำอยู่รอบ ๔ ทิศ และรอบสระก็มีบันไดศิลาแลงลงไปในสระ มีรูปปั้นพยานาค ๕ หัวอยู่ประจำทั้ง ๔ สระเลย ตัวปราสาทด้านในงดงามมากเลย มีป้ายติดด้านล่างของแต่ละที่ว่าคืออะไร แต่เรามากันเองข้อมูลต่าง  ๆ จึงไม่มีใครคอยแนะนำทำให้ต้องอ่านและศึกษาเอาเองจากข้อมุลที่ติดไว้
ถ่ายภาพมุมต่าง  ๆแล้วจึงออกจากบริเวณตัวปราสาทและภายในออกมา ทุกคนเหนื่อยพอสมควรจึงได้นั่งพักเอาแรงด้วยการจับจ่ายซื้อสินค้าในร้านค้าข้างโรงเรียนที่อยู่หน้าปราสาท พอเป็นที่ระลึกและมีสินค้ากลับไปฝากที่บ้าน
พอทุกคนพร้อม เราจึงเคลื่อนล้ออีกหน โดยปลายทางที่บ้านของเรา และมีการแวะพักปั้ม เติมน้ำมันเชื้อเพลงหอยอีกครั้ง ๕๐๐ บาทก่อนถึงบ้านบ้านด้วยเวลา ๒๐.๑๐ น.




๐๕. ปราสาทที่ชวนใหลหลง ในแดนดินอารยธรรมขอม


การเดินทางที่สุดคุ้มค่าด้วยเวลาและความอบอุ่น อิ่มเอมในการเยือนจังหวัดบุรีรัมย์ของผู้ร่วมเดินทางจิตใจของลูกหลานขอม

“ดีใจมากที่ได้มาเห็น เพราะถ้าไม่มาตอนที่มีแรงอยู่ ก็ไม่รู้จะได้มาอีกวันไหนเหมือนกัน ปราทับใจที่สุด อารยธรรมของยังมีให้เราได้รู้ ได้เห็นอีกมากแน่เลย ต่อไปจะไปไหนบ้างอีกต่อดี...”
สายทอง สุดสังข์ คุณน้าหนึ่งในผู้ร่วมเดินทางสรุปการพูดคุย
การเดินทางครั้งนี้ เราอยู่กับการเดินทางและเรียนรู้ ๑๑ ชั่วโมง รวมระยะทางของการเดินทางทั้งสิ้น ๓๖๖ กิโลเมตรด้วยกัน แม้ว่าการเดินทางในครั้งนี้ จะเป็นเฉพาะกิจแต่มันก็อบอุ่นและประทับใจในหลายอย่าง ทำให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่มีสิ่งที่น่าเรียนรู้ น่าสนใจอีกมากมายเลย บ้านเราก็มีดีในรูปแบบของเรา บ้านอื่นก็มีดีที่เราอยากรู้อีกนับไม่ถ้วนจริง ๆ โดยเฉพาะเราในฐานะลูกหลานขอม รู้สึกผูกพันและสัมผัสได้ถึงมิติ ความอบอุ่นอยู่กลาย ๆ สุขนี้ในรูปแบบของเรา สุขนี้ที่บ้านเรา บนดินแดนขอมแห่งบุรีรัมย์ประเทศ

#HUGHOUSE
#ฮักเฮา
#สุขนี้ที่บ้านเรา


อาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์





















































































































































วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

“หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” ท้องถิ่นผสานท้องที่สำนึกรักบ้านเกิดเข้มแข็ง



การที่ชุมชนจะมีความน่าอยู่ มีการจัดการชุมชนของตัวเองอย่างให้เข้มแข็งนั้น มีองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน อย่างน้อย ๆ ที่สุด ผู้นำชุมชนเองต้องมีความคิด พัฒนา มีทักษะในการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนให้มากที่สุด  และคณะทีมงาน รวมถึงผู้ตามเอง ก็ต้องมีส่วนใหนการผลักดันให้ความร่วมมือด้วยดี กิจกรรมหรืองานต่าง ๆ ของชุมชนนั้น ๆ ก็ไปด้วยกันได้ดี ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน ภาคีเครือข่ายหรือหน่วยสนับสนุนก็มีส่วนอย่างมากเช่นกัน ที่จะทำให้ชุมชนแต่ละชุมชนนั้นน่าอยู่และประสบผลสำเร็จได้
ชุมชนน่าอยู่ที่เข้มแข็งดังกล่าว ในจังหวัดศรีสะเกษก็มีให้เห็นไม่น้อย แต่ก็เป็นการขับเคลื่อนไปเฉพาะชุมชนหรือหมู่บ้านตัวเองไป ซึ่งที่ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ก็มีการขับเคลื่อนกันไปทั้งองคาพยพ คือมีการบริหารและจัดการขยับขับเคลื่อนไปทั้งตำบล ไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบล ที่เป็นหน่วยงานท้องถิ่นสามารถดึงท้องที่คือชุมชน มาร่วมจัดการชุมชนไปด้วยกันในนาม “หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม”
ตำบลผักไหม อยู่ห่างจากตัวอำเภอห้วยทับทันไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดศรีสะเกษไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๔๐ กิโลเมตรซึ่งมีพื้นที่ติดกับอำเภอสำโรงทาบจังหวัดสุรินทร์นั่นเอง และที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีวิถีวัฒนธรรมที่อิงความเป็นพื้นถิ่น ฮิต ๑๒ คอง ๑๔ และความดั้งเดิมแห่งประเพณีที่ปฏิบัติมาช้านาน
      จันทรา หาญสุทธิชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม เล่าว่า “ตำบลของเรา มีพี่น้องพูดภาษาถิ่นกันหลายภาษา คือ เขมร กูย ลาว และมีภาษาไทยกลางที่เป็นภาษาราชการ แม้จะคุยกันหลากหลายภาษาแต่เราไม่เคยแตกแยกกัน มีการทำงานร่วมกันโดยเป็นการผนึกท้องถิ่นและท้องที่เข้าทำงานร่วมกัน ซึ่งเราโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ สสส. สำนัก 6 ที่ทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพมาตั้งแต่ ปี 2553 เป็นต้นมา จนในปัจจุบันนี้ เราได้มีการขยับขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้ง 17 หมู่บ้านเลย โดยมีน้อง ๆ ที่เป็นพนักงานและเจ้าหน้าที่ของ อบต.เรา คอยเป็นพี่เลี้ยง คอยประสานและลงพื้นที่ให้ข้อมูลชวนผู้นำและชาวบ้าน ผ่านสภาผู้นำชุมชนทำตามความต้องการของชาวบ้านเอง ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง” หญิงแกร่งหัวเรือของหน่วยงานท้องถิ่นที่ทำงานควบกับหน้าที่ “หัวหน้าหน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” ด้วย เล่าให้ฟังถึงบริบทและการจัดการชุมชนให้น่าอยู่
   

   พี่เลี้ยงที่เอ่ยถึงคือผู้ประสานงาน คอยกระตุ้นชุมชนที่ตัวเองดูแลและกำกับติดตามงานด้วย ซึ่งพี่เลี้ยงแต่ละคน เลือกที่จะไปประจำการทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้กับชุมชนตัวเอง
“ได้รับผิดชอบดูแลหมู่บ้านหนองลุงที่ขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งหน้าที่หลักคือการหนุนเสริมชุมชน โดยในช่วงแรก ๆ คือการพัฒนาศักยภาพในเรื่องความรู้ต่าง ๆ ให้กับชุมชน โดยมีสภาผู้นำชุมชนคอยขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ถือว่าเป็นการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการขับเคลื่อนร่วมกันกับชุมชนแบบนี้ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มันสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสังคมและมิติด้านอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น” นุสรา มังษะชาติ หญิงสาวตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการของ อบต. และบทบาทพี่เลี้ยงวิชาการของชุมชน หนึ่งใน 20 คนที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงคอยหนุนเสริมชุมชนของพื้นที่ตำบลผักไหม
กิจกรรมที่ตำบลผักไหมได้ขับเคลื่อน แม้ว่าโดยหลักจะเป็นงานด้านสุขภาพ อาทิ การลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การลดละเลิกแอลกอฮอล์ การปลูกและกินผัก รวมไปถึงงานจัดการด้านสุขภาพของผู้คนในชุมชน ซึ่งดูจะเป็นเรื่องราวพื้นฐานที่ชุมชนอื่น ๆ อาจจะคิดว่าไกลตัว แต่ที่นี่ขับเคลื่อนงานเหล่านี้และสามารถสร้างสภาผู้นำชุมชนให้เข้มแข็ง และต่อยอดไปสู่การคิดกิจกรรม แผนเพื่อพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ได้ด้วยการพูดคุยกันทุกเดือน ที่เรียกว่า “ประชุมสภาผู้นำชุมชน” ในแต่ละเดือนด้วย
สิ่งที่ปรากฏชัดและเห็นได้ด้วยตาเมื่อมาสัมผัสคือ ทุกหมู่บ้านในตำบลผักไหมแห่งนี้ จะมีแผนผังผู้นำชุมชน สภาผู้นำชุมชน ป้ายกฎ กติกา ระเบียบข้อบังคับ และข้อตกลง ที่ติดให้เห็นเด่นชัดกลางศาลาประชาคมของแต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงด้านการซื้อ/จำหน่ายแอลกอฮอล์ หรือมาตรการที่ชุมชนร่วมกันออกแบบเพื่อป้องกันผู้ใช้สารเสพติดต่าง ๆ และป้ายมาตรการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงป้ายกิจกรรม รณรงค์ตามวาระและโอกาสที่ชุมชนมีด้วย และในปัจจุบันนี้แต่ละหมู่บ้านก็สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของกลุ่มต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
และด้วยที่ตำบลผักไหม มีการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพทุกหมู่บ้าน ทำให้ชุมชนเกิดการตื่นตัวและพัฒนาหมู่บ้านของแต่ละคนให้น่าอยู่ สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่หน้าบ้านหรือหลังบ้านมักจะมีการปลูกพืชผักสวนครัวกับแทบทุกครัวเรือน อาทิ ผักบุ้ง ผักกาด ผักชี พริก ตะไคร้ โหระพา ถั่วฝักยาว และอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิด ซึ่งก็เป็นการจัดการชุมชนให้เห็นถึงการรักษารากเหง้าวิถี และอยู่กับตัวตนความเป็นจริงของตัวเองด้วย โดยไม่ต้องมีการจับจ่ายซื้อของเพื่อประกอบอาหารให้สิ้นเปลืองนัก
แม้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูแล้ง สภาพทุ่งนาของหลาย ๆ หมู่บ้านกลับปรากฏให้เห็นพืชในแปลงนาที่กำลังออกดอกงดงาม แทนที่ข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไป ซึ่งมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชหลังนา คือ กระเจี๊ยบ และปอเทือง เป็นต้น ซึ่งการปลูกพืชเหล่านี้ไม่เพียงแต่บำรุงสภาพดินแล้วยังเป็นการสร้างรายได้ด้วยการเก็บกระเจี๊ยบขาย หรือนำเมล็ดกระเจี๊ยบออกจำหน่ายได้ด้วย
นี่คงเป็นความเข้มแข็งของชุมชนที่มีการวางแผนและมีกระบวนการทำงานที่เป็นขั้นตอนตั้งแต่วิธีคิดและการดำเนินการ ด้วยผลประโยชน์ของผู้คนในชุมชนด้วย
“หลายปีที่ผ่านมา สังเกตเห็นได้ถึงการพัฒนาทั้งวิธีคิดและการดำเนินการของหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เขามีสภาผู้นำชุมชนร่วมกันวางแผนและออกแบบกัน หน่วยงาน อบต.เองก็ทำได้แค่หยิบเอาแผนงานที่ชุมชนทำข้อมูลหลักเอาไว้แล้วมาเข้าแผนงานของ อบต. ซึ่งถ้า อบต.ลองทำเป็นไม่ใส่ใจสิ่งที่ชุมชนคิดเอาไว้สิ เป็นเรื่องแน่ เพราะอย่างน้อยที่สุด สภาผู้นำชุมชนของแต่ละหมู่บ้านนั้น ๆ ไม่ยอมแน่นอน” บทสรุปที่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม ได้กล่าวชื่นชมถึงความเข้มแข็งของชุมชน
ซึ่งก็ตรงกันกับที่คุณ ตรีทิพย์นิภา บัวบาน นักวิเคราะห์และบริหารโครงการ สำนักสร้างสรรค์โอกาส สสส. ได้ให้ความเห็นกับหน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหมแห่งนี้ว่า “วิธีการทำงานของนายก เป็นกุศโลบายที่ค่อนข้างแยบยลมากเลย ใช้เจ้าหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นายกพัฒนาคนได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ธุรการ ครูศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์รวมไปถึงเจ้าหน้าในสำนักงาน เพราะเขาเหล่านี้คือกำลังสำคัญของ อบต.ในการทำงานของพื้นที่ตัวเองต่อไป ซึ่งเห็นความพิเศษของพื้นที่แห่งนี้ คือ เนื่องการการทำงานของภาครัฐนั้นเขาต้องทำงานตามโครงการ แต่สำหรับที่นี่ เขาทำงานจากข้อมูลร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี นี่ล่ะ คือกุศโลบายที่ท่านนายกมี วิสัยทัศน์ที่ท่านนายกมีไม่เหมือนใคร”
นี่คงเป็นพื้นที่หนึ่งในบรรดาอีกหลายพื้นที่ ที่ท้องที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นและมีสภาฯมาขับเคลื่อนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าชุมชนก็คือ สภาผู้นำชุมชน สามารถคิดและวางแผนว่าตัวเองต้องการอะไร จะทำอะไร แบบไหน แล้วเสนอสิ่งเหล่านั้นสู่ท้องถิ่นหรือทำงานเสนอผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยมีท้องถิ่นหนุนเสริมและเดินไปด้วยกัน และสามารถจัดการชุมชนทั้งตำบลให้น่าอยู่ได้ด้วยกุศโลบายที่ชวนสภาผู้นำแต่ละชุมชนคิดและวางแผนร่วมกัน ด้วยหน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนที่ชื่อ “หน่วยจัดการชุมชนน่าอยู่ตำบลผักไหม” แห่งนี้
.
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
.

[มีคลิป] สร้างงานศิลป์ พัฒนาสมองที่สดำ | HUG HOUSE [สุขนี้ที่บ้านเรา]

การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การเรียนรู้ไม่ใช่การเรียนแต่วิชาการอย่างเดียว แต่หากหมายถึงการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติรวมถึงการจินตนาการ อันนำไปสู่การพัฒนาสมองและสร้างผลงานที่ดีได้ด้วย และการพัฒนาสมองซีกขวานั้น ก็คือการสร้างงานศิลปะ


ที่โรงเรียนบ้านสดำ ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นโรงเรียนที่มีความโดดเด่นในการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการลงมือทำด้านเกษตร โดยมีพื้นที่รอบบริเวณโรงเรียนรายล้อมไปด้วยพืชผักสวนครัวและมีการนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียนและจำหน่ายให้กับผู้ปกครองนักเรียนรวมถึงผู้สนใจทั่วไป และอีกอย่างหนึ่งที่โดดเด่นอย่างมาก ก็คือ กีฬาเซปักตะกร้อ ที่มีชื่อเสียงประดับประเทศติดต่อกันหลายปี รวมถึงเป็นตัวแทนของจังหวัด ตัวแทนภาคในการแข่งขันมาตลอด นี่คือจุดเด่นเบื้องต้นของโรงเรียนที่มีชุมชนชาวกูยอาศัยอยู่ 99.5 เปอร์เซ็นต์

ในเช้าของวันหยุดอย่างเช่นวันนี้ (๐๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓) โรงเรียนได้จัดกิจกรรม “สนุก สุข หรรษา กับค่ายศิลปะ” โดยได้มีวิทยากรผู้เป็นครูสอนศิลปะมากว่า ๒๐ ปี
“กิจกรรมของโรงเรียนเราแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ตามช่วงชั้นวัย คือ ระดับ ป.๑ – ๒ ได้เรียนรู้ศิลปะกับสีไม้  ส่วนระดับชั้น ป.๓ - ๖ เป็นการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้วยสีเทียน เพื่อเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากที่ผ่านมาเราสอนนักเรียนหนังสือและขาดความคิดสร้างสรรค์ขาดจินตนาการ โดยมีวิทยากรด้านศิลปะซึ่งเป็นครูข้าราชการบำนาญ เป็นผู้ให้ความรู้กับนักเรียน” ครูกรพันธุ์ ระงับภัย คุณครูโรงเรียนบ้านสดำ เล่าถึงที่มาให้ฟัง  

“ศิลปะ เป็นวิชาที่พูดถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองซีกขวา ที่พวกเราส่วนมากละเลย เพราะไปเน้นด้านงานวิชาการ รวมถึงติวสอบเพื่อแข่งขันกันจนเกินไป เราปล่อยให้เด็กนักเรียนจินตนาการกันเองจากโทรทัศน์และวีดิโอเกมส์ ซึ่งเป็นการจินตนาการที่เลวร้ายมาก ทำให้มีความคิดที่สร้างสรรค์น้อยมาก แต่งานศิลปะทำให้เขาคิดและได้ลงมือทำ จิตใจเขาจะนิ่งอยู่กับการเดินเส้น ลงสีและสร้างสรรค์อย่างที่เขาอยากจะให้พัฒนาไป จะทำให้เกิดสมาธิ ทำให้เกิดสุนทรียภาพทำให้จิตใจอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ดึงพลังด้านบวกในจิตสำนึกของตัวคนนั้น ๆ ออกมาและสามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นได้ชม ทำให้คนชมมีความสุขและคนที่สร้างงานศิลปะก็มีความสุขไปด้วย” พัทธ์ฒวรรตน์ จันทร์นาม หรือที่เรียกว่า “ลุงวัฒน์ สอนศิลป์” พูดถึงงานศิลปะ และก็ทิ้งท้ายด้วยว่า งานศิลปะที่ดีควรจัด ๒ วันเป็นอย่างน้อยเพื่อที่จะให้ได้ชิ้นงานที่ดีและสามารถนำไปต่อยอดได้ด้วย
งานศิลปะ เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยได้ถูกเอ่ยถึงในสถานศึกษานัก อาจจะไม่ได้อยู่ในวิชาหลักสูตรหลักด้วยซ้ำ หรืออาจจะเป็นเพียงวิชาเสริมเท่านั้นเอง ทั้งที่เป็นสิ่งที่กระตุ้นสร้างจินตนาการของนักเรียนให้เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ เพราะนั่นคือการพัฒนาสมองซีกขวาให้เด็กได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ที่โรงเรียนบ้านสดำแห่งนี้ ก็ได้เพิ่มกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้นักเรียนได้สนุก ได้วาด ได้เขียนขีด ลากเส้นโดยมีครูผู้เชี่ยวชาญมาเพิ่มองค์ความรู้ด้านนี้ให้แบบถึงที่
อยากเห็นวงการศึกษาเรา ให้ความสำคัญเรื่องการคิดวิเคราะห์ เรื่องการจินตนาการได้ เราก็ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการด้านศิลปะให้กับนักเรียนด้วย คงดี
.
เรื่อง/ ภาพ : ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
























ทุ่งกะบาลกะไบแห่งเทือกเขาพรมแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่เปิดแห่งใหม่เหมาะกับนักเดินทางและนักประวัติศาสตร์

“บุญ” ต้องฟรี วัดไตรสามัคคี’ จ.ศรีสะเกษ ติดป้ายชัดเจน ทำบุญที่นี่ “ฟรี” ไม่เสียตังค์ [มีคลิป]

ที่วัดไตรสามัคคี ต.โดด อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดท่องเที่ยวเชิงพุทธอีกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำบุญของพุทธศา...